นิสัย หนังสือ

 

ประโยค “เขาทำให้เราไม่กลัวสิ่งเหนือธรรมชาติ” กับที่คั่นฯ ๑๑ อันตรงหน้า อาจทำให้หนังสือเล่มนี้ดูไม่ธรรมดา

                ผู้หญิงตัวเล็กชื่อ “โน้ต” เปิดประตูรถที่จอดอยู่กลางแดดร้อนระอุ  หยิบกล่องกระดาษสีฟ้าพิมพ์ลายสวยส่งให้ผม  “โน้ตเอามาฝากคุณ”

                “เปิดดูเลยได้ไหม” รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กทุกครั้งเวลาได้รับกล่องที่ไม่สามารถมองเห็นภายใน  แววตาคงสาดประกายความอยากรู้อยากเห็นจนเธอสังเกตได้จึงอมยิ้มพร้อมตอบกลับมาว่า “ได้ค่ะเปิดดูเลย”  ผมไม่รีรอรีบยกฝาออกดู  พบภายในมีหนังสือเล่มหนึ่งขนาดไม่ต่างจากเล่มอื่นแต่น้ำหนักมากกว่าเล็กน้อย  ปกสีดำขรึมตัดกับสีทองวาววับ  จำได้ทันทีว่าเคยเห็นหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกที่ไหน

                ย้อนไปในงาน “มหกรรมหนังสือ” ปีที่ผ่านมา  ผู้ชายตัวสูงในชุดดำบุคลิกโดดเด่นดูเป็นคนมีความเป็นตัวของตัวเองสูง  ยืนทักทายปราศรัยกับผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอยู่หน้าแผงหนังสือ  ในมือถือหนังสือปกสีดำเล่มหนึ่งอยู่  เขากล่าวคำชักชวนให้ผู้คนลองเปิดอ่านดู  เพียงแว่บเดียวก็พอรู้ว่าเขาเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นเอง

                ด้วยไม่ชอบคนพลุกพล่านจึงไม่ได้สนใจมากนักในขณะนั้น  จวบจนคนซาจึงเดินไปหยิบดู  หนังสือหน้าตาแปลกทำให้นึกถึงเทพไอคุปต์และสมบัติอียิปต์โบราณ  อาจเพราะสีดำกับสีทองบนหน้าปก และเมื่อเปิดดูภายในกลับยิ่งดูลึกลับเข้าไปใหญ่เพราะพื้นกระดาษอาร์ทสีดำทั้งเล่มกอปรกับตัวอักษรขาวแซมภาพสีทองอร่าม  แต่กลับดูอ่านง่ายเพราะตัวหนังสือใหญ่บ้างเล็กบ้างไม่ได้มีขนาดเดียวให้เบื่อตา  บางตัวใหญ่เบ้อเริ่มเกือบเท่าช้อนชา  นี่คงเป็นกลเม็ดหลอกล่อไม่ให้คนอ่านเบื่อหน่ายกระมัง

                น้อยคนจะได้พบปะนักเขียนกับหนังสือที่เขาเขียน(พร้อมกัน)  เคยมีคนกล่าวว่า “นักเขียนบางคน” กับ “หนังสือ(ที่เขาเขียน)” ช่างมีบุคลิกแตกต่างกันเหลือเกิน  แต่คราวนี้ไม่ใช่ เพราะ “คนเขียน กับหนังสือของเขา” ช่างดูคล้ายกัน นั่นคงเรียกได้ว่า “ตัวตน”

                ไม่ได้หยิบหนังสือเล่มนั้นติดมือกลับมาด้วย  ด้วยความไม่ค่อยชอบหนังสือแนว “How to” คิดว่าหนังสือแนวนี้เหมือนคนช่างสอน  สอนนู่น  สอนนี่  สอนจัง  เคยคิดว่าหรือเราเป็นเด็กดื้อ  ประเภทสอนไม่รู้จักจำ  เลยไม่ชอบหนังสือช่างสอน  เหมือนเด็กนักเรียนเกเรมักอยู่คนละด้านกับอาจารย์ฝ่ายปกครองเสมอ 

“คุณอ่านไหม หนังสือแบบนี้”

                “อ้อ..อ่าน อ่านครับ ขอบคุณมาก”  เผลอคิดอะไรไปชั่วขณะจนคุณโน้ตทักขึ้นมาแล้วก็หัวเราะกัน  เปิดมาเจอหนังสือแล้วนิ่งไปเลย  สงสัยใจจริงคิดว่าข้างในกล่องคงเป็นเค้กช็อกโกแลต ฮา..

                ที่บอกว่า “อ่าน” นี่คิดว่าจะอ่านจริงๆนะไม่ใช่พูดแบบขอไปที  ผมนิ่งก็เพราะใคร่ครวญอยู่  แล้วก็สงสัยอยู่เล็กน้อยว่าคุณโน้ตสาวนักอ่านชอบอ่านหนังสือหลากหลายประเภท  เหตุใดถึงเลือกหนังสือเล่มนี้ให้ผมทั้งที่รู้ว่านิสัยผมเป็นคนมีความมั่นใจสูง  เป็นตัวของตัวเองมาก (ถ้าอย่างนั้นคงมีเหตุผลอื่น)

                “คือโน้ตคิดว่า อาจมีบางมุมที่คุณสามารถเข้าใจมันได้ บางอย่างโน้ตคาใจจากหนังสือแต่อาจสรุปได้ที่คุณ และมีสิ่งหนึ่งโน้ตได้จากหนังสือเล่มนี้คือ เขาทำให้เราไม่กลัวสิ่งเหนือธรรมชาติ” (นั่นทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจ)

                หลายสัปดาห์หลังจากนั้น  คุณโน้ตถามว่า “อ่านหนังสือเล่มนั้นจบหรือยัง”

ผมตอบไปว่า “ยังครับ ตอนนี้อ่านถึงหน้า ๑๓๓ (จากประมาณ ๓๒๐ หน้า) ผมตั้งใจว่าจะต้องอ่านให้จบในเร็ววันนี้  ตอนนี้ใช้ที่คั่นหนังสือ ๑๑ อันคั่นไว้หากมีเรื่องเด่นโดนใจให้ต้องกลับมาอ่านอีกที ไม่ได้อ่านต่อเนื่อง แต่จะอ่านเมื่อใจเปิดรับ รู้สึกเลยว่าตอนแรกมีต่อต้านบ้าง เข้าใจในทันทีบ้าง และไม่เข้าใจจนต้องอ่านแล้วอ่านอีกหลายรอบบ้าง  คนเขียนไม่ได้ชี้นำ  เขาเพียงอธิบายวิธีการคิดแยกแยะเหมือนการผ่าผลไม้เพื่อดูข้างในอันแสนจะแตกต่างจากภาพข้างนอกที่เห็น ซึ่งผู้อ่านจะนำไปคิดต่อยอดออกไปอีกได้แค่ไหน  หรือนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างคงขึ้นอยู่กับแต่ละคน

ผมใช้เวลาอีกหลายวันอ่านอย่างตั้งใจและไม่รีบร้อนจนครบถ้วนทั่วทุกตัวอักษรในเล่ม  ไม่เหลือไว้แม้ตัวหนังสือบนสันปก  หลังปิดหนังสือลงผมกลับคิดว่ามันไม่ใช่หนังสือช่างสอน(How to)หรอก  แต่มันเป็นหนังสือช่างคิดที่แตกประเด็นเรื่องธรรมดาให้กลายเป็นเรื่องน่าขบคิด  ยิ่งคิดตามยิ่งสนุก  ผมเริ่มรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ “น่าคบ”

มันทำให้ผมเข้าใจคนรอบข้างมากขึ้น  เริ่มมองคนจากข้างใน(ตรงกลางใจ)ออกมาข้างนอกแทนที่จะมองจากข้างนอกก่อนแล้วค่อยลึกเข้าไปข้างในเหมือนเช่นเคย  แม้ผมมั่นใจว่าตัวเองมองโลกไม่เหมือนใครแต่เพียงได้อ่านตัวอักษรสีขาวบนหน้ากระดาษดำที่เย็บรวมกันเป็นเล่มนี้จบลงกลับทำให้โลกของผมเปลี่ยนไปอีกครั้ง  และมันน่าสนุกมากเมื่อรู้ว่ายังมีวิธีการมองโลกหลายแบบ  ขอเพียงเราไม่ยึดติดกับ(ตรงกลางใจของ)ตัวเอง  เราก็จะพบว่าผู้คนเดิมๆและโลกใบเดิมดูแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง..

 

เขียนถึงโดย:

สิขเรศ  เอี่ยมประชา  เว็บไซท์: http://hypermonkey.exteen.com

เสาร์ที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๖.๓๐ น.

หมายเหตุ: บทวิจารณ์ที่นำมาลงใน blog นี้  เป็นบทวิจารณ์ที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหน  เป็นบทที่ได้ทำการแก้ไขปรับปรุงล่าสุดสำหรับลงในคอลัมน์  "นิสัย-หนังสือ"  ในนิตยสารอ่านเอาเรื่อง  ปีที่ ๑  ฉบับที่ ๖  เดือนเมษายน ๒๕๕๒  แต่ทางกองบรรณาธิการไม่ได้นำลง (เนื่องจากใช้บทก่อนหน้านี้ลงไปก่อนแล้ว)  จึงนำมาให้อ่านกันใน Blog

รายละเอียดหนังสือ:

ชื่อหนังสือ:  ตรงกลาง ที่ต่างกัน / A CENTRE OF NOWHERE

ผู้เขียน:  โอ เทพรัตน์ (เทพรัตน์ สงเคราะห์)
e-mail:  o@absolutebase.com

ราคา:  245 บาท

ISBN 978-974-10-1130-8 
Barcode: 9789741011308 
ประเภทหนังสือ
:  1. ธรรมะ  2. จิตวิทยาประยุกต์  3. ธรรมะวิทยาศาสตร์  4. วรรณกรรม
ปีพิมพ์: พิมพ์ครั้งแรก มิถุนายน
2551 / พิมพ์ครั้งที่ 2 มิถุนายน 2551 / พิมพ์ครั้งที่ 3 กรกฎาคม 2551
ขนาด (
w x h): 135 x 195 mm.
ปก / จำนวนหน้า: ปกอ่อน  / 321 หน้า

สำนักพิมพ์:  แอบโซลูท พับลิชชิ่ง จำกัด
                เลขที่
32 ซอยศุภราช 1 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน
                เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร
10400
               
โทรศัพท์  02-615-4747 ต่อ 202 โทรสาร  02-615-4747 ต่อ 111
                เว็บไซท์: http://www.absolutebase.com
                E-mail:  center@absolutebase.com

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ๊ะ น่าสนใจค่ะ
ไม่ได้แวะมานานเลย สบายดัไม๊คะbig smile big smile

#1 By (^_^)/nana on 2009-05-02 23:25

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ สบายดีครับผม หวังว่าคงสบายดีเช่นกันนะครับ confused smile

#2 By HyPeR MonKeY on 2009-05-06 23:03