คอลัมน์

นิสัย หนังสือ
โดย..สิขเรศ  เอี่ยมประชา  เว็บไซท์: http://hypermonkey.multiply.com
(
ตีพิมพ์ในนิตยสาร “อ่านเอาเรื่อง” ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๒)

 

หนังสือเล่มนี้คงเป็นชายฉกรรจ์ผู้กร้านโลก...หากจะเปรียบหนังสือแต่ละเล่มคือคน

มันอาจเป็นแค่หนังสือปกดำธรรมดา  มีภาพประกอบรูปควันไฟหลากสีที่ผู้คนในร้านหนังสือต่างหันไปมอง  ชมว่า “ปกสวย” หยิบขึ้นมาดูแล้ววางกลับที่เดิม  อาจละเลยไม่สนใจมันหากวันนั้นไม่มีหญิงสูงวัยบุคลิกและการแต่งกายคล้ายคุณครู  เดินไปยืนอยู่ด้านหน้า  เหน็บของทุกอย่างไว้ข้างรักแร้ก่อนก้มหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา  ขยับแว่น  ขมวดคิ้ว  เปิดอ่านอย่างตั้งใจเพียงไม่กี่นาที  ก็เดินถือไปหาพนักงานเพื่อชำระเงิน

สงสัยว่าใครกัน..เขียนหนังสือให้คุณป้าท่าทางโชกโชนด้วยประสบการณ์อ่านได้  พอไปยืนดูบ้าง  เห็นชื่อ “โดม วุฒิชัย”  เหมือนจะเคยเห็นหนังสือหลายเล่มที่เขาเขียนเช่น “โลกในเม็ดทราย” ซึ่งอยู่ในชั้นหนังสือแนวธรรมะ  เมื่อลองกลับมาค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตดู  พบผลการค้นหาหนังสือชื่อ “โลกในเม็ดทราย” เกือบสี่หมื่นผลการค้นหา 

คนคนนี้ไม่ธรรมดาแน่ 

“สารคดีเข้ารอบรางวัล นายอินทร์อะวอร์ด ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๑” เป็นข้อความกำกับอยู่บนหัวหนังสือ “ควันไฟและสายรุ้ง” กับคำโปรย “ช่วงหนึ่งแห่งชีวิตที่ตกอยู่ในวังวนดำมืด” เมื่อลองเปิดดูก็พบข้อความ “ทุกอย่างที่เขียนในเล่มนี้คือเรื่องจริงฯ” อยู่ตรงคำนำ  ยิ่งทำให้น่าสนใจ

แล้วก็ได้หนังสือเล่มนี้มาอ่าน  ความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้นในระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้คือ “ดีใจ” ที่ไม่ต้องเลอะโคลนแห่งชีวิตด้วยตนเองแต่สามารถรู้ได้ว่ากลิ่นโคลนและความเปรอะเปื้อนอยู่ในโคลนตมเป็นอย่างไร

แวบหนึ่งรู้สึกว่าต้องซ่อน(หนังสือเล่มนี้)ให้พ้นมือเด็ก  เพราะมันเปิดเผยเกินไป  เด็กอาจสามารถเรียนรู้วิธีทำเรื่องไม่ดีได้ง่ายขึ้น  ถ้าใจไม่รักดีอาจเดินตามรอยเรื่องร้ายได้โดยง่าย  แต่คิดให้ดีก็มองว่าหนังสือมันให้อะไร  ประเด็นคือเรียนรู้เรื่องเลวร้ายแบบไม่ต้องลงไปทำด้วยตนเอง  เพราะเขาเล่าให้ฟังตั้งแต่อยู่ในวังวนดำมืดที่เรียกว่า

“ควันไฟ”

จนถึงขั้นหลุดพ้นไปสู่ชีวิตช่วงหลุดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายที่เรียกว่า

“สายรุ้ง”

เหมือนมีดอยู่ในครัว  เราจะใช้มันทำอะไรล่ะ  ทำร้ายผู้คน  หรือแกะสลักผลไม้จัดแต่งบนโต๊ะสวยหรูในงานแต่งงาน  ทั้งสองอย่างนี้อาจเกิดจากมีดเล่มเดียวกันได้  เพียงแต่เราเลือกจะใช้มันทำอะไรเท่านั้นเอง

“ควันไฟและสายรุ้ง” จึงมิใช่เพียงบอกเล่าเรื่องราวของคนกร้านโลกที่หลงระเริงไปกับอบายมุขมืดดำแห่งชีวิตเพียงเท่านั้น  แต่มันกลับบอกสิ่งสำคัญกว่านั้น “ก่อนจะตระหนักรู้ถึงคุณค่าแห่งชีวิต ต้องประสบพบเจออะไรมาบ้าง” ให้คนได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของเขา  ให้เราได้เที่ยวท่องไปในอบายมุขที่ชีวิตจริงไม่มีทางได้ลงไปเกลือกกลั้วหรือสัมผัสกับมัน  และยังบอกวิธีการ “หลุดพ้น” โดยไม่ต้องค้นหาด้วยตัวเอง

 

เราได้..รู้  โดยไม่ต้องเอาตัวเข้าแลก

เราได้..เลี่ยง  ที่อโคจรโดยไม่ต้องเดินผ่านหรือพบพาลกับมัน

เราได้..เลือก  ว่าเดินเส้นทางไหนจะไปสู่ทางตัน  และเส้นทางไหนจะไปสู่ความสำเร็จ

 

********************************************************

บางส่วนจากหนังสือ “ควันไฟ และสายรุ้ง”

ขณะที่ผมสูดควันเข้าปอดและกำลังจะทิ้งก้นบุหรี่ลงกับพื้น  จู่ๆตำรวจในเครื่องแบบเต็มยศก็โผล่มาทางด้านหลังผมโดยไม่รู้ตัว

เขาล็อกแขนจับผมใส่กุญแจมือลากไป  ผมไม่ได้แสดงอาการขัดขืนเพราะถูกจับได้คาหนังคาเขา  จะปฏิเสธอย่างไรก็ไม่รอดแน่นอน  เขาพาไปแจ้งแหตุที่ทำการศูนย์ในสวนจตุจักรก่อนที่จะพาผมไปยังสถานีตำรวจบางซื่อ  ความรู้สึกอายที่พูดกันว่า “แทบแทรกแผ่นดินหนี”  เป็นอย่างไรนั้นผมรู้สึกได้ก็ในตอนนั้น

ตำรวจใส่กุญแจมือผมราวกับเป็นอาชญากรแล้วลากผมเดินฝ่าฝูงชนไปกลางสวนจตุจักรในวันอาทิตย์  ผมไม่กล้าสบตากับใครๆที่พากันหันมามองผมชนิดที่เรียกกันว่า “มองเป็นตาเดียว”

ความอายที่ว่ามากที่สุดในชีวิตแล้ว  แต่ทว่าความกลัวนั้นมีมากกว่า   ผมไม่ได้กลัวว่าจะทุกข์ลำบากในคุก  แต่สิ่งที่ผมกลัวมากที่สุดก็คือ  กลัวภรรยารู้  ถึงแม้ในตอนนั้นเธอจะยังอยู่ที่บ้านต่างจังหวัดก็ตาม  ผมต่อรองกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าขอโทรศัพท์ถึงเพื่อนเพื่อหาเงินจำนวนหนึ่งมาแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวผมไป

เขาให้โอกาสอยู่พักหนึ่ง  แต่ผมโทรศัพท์ไปหาใครก็ไม่สัมฤทธิผล  พอดีเป็นจังหวะที่ตำรวจซึ่งจับผมมาจะต้องออกเวรพอดี  เขาจึงไม่รอให้ผมโทรศัพท์หาใครอีก

ผมถูกยัดเข้าไปในห้องขังรวมกับพวกที่ถูกจับด้วยคดีอะไรบ้างก็ไม่รู้  สภาพภายในห้องขังที่สถานีตำรวจบางซื่อแออัดยัดเยียด  ผมรู้สึกหดหู่และรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า  ไหนจะถูกคุมขังจำกัดอิสรภาพ  ไหนจะต้องการเสพเมื่อถึงเวลาที่ยาเริ่มหมดฤทธิ์  ผมได้เห็นความน่าเกลียดน่ากลัวของคนที่ติดเฮโรอีนคนหนึ่งกำลังคลุ้มคลั่งเพราะความ “เสี้ยนยา”  ตำรวจต้องจับไปขังไว้ในห้องน้ำ  เขาดิ้นทุรนทุรายหมดสภาพ  แต่ผมกลับมองไม่เห็นสภาพของตัวเองในตอนนั้น

********************************************************

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เราได้..รู้ โดยไม่ต้องเอาตัวเข้าแลก - หลายคนกว่าจะรู้จักประโยคนี้ ก็สายไปซะแล้วconfused smile sad smile

#1 By kitipan on 2009-04-09 02:19

จริงด้วยครับ เนอะ sad smile

#2 By HyPeR MonKeY on 2009-04-09 22:58

sometime people never know it not happen

#3 By tokyo (118.173.6.14) on 2009-05-25 16:40