คอลัมน์ นิสัย-หนังสือ ตอน ควันไฟ และสายรุ้ง
posted on 08 Apr 2009 21:49 by hypermonkey in Stories
คอลัมน์
นิสัย – หนังสือ
โดย..สิขเรศ เอี่ยมประชา เว็บไซท์: http://hypermonkey.multiply.com
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร “อ่านเอาเรื่อง” ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๒)
หนังสือเล่มนี้คงเป็นชายฉกรรจ์ผู้กร้านโลก...หากจะเปรียบหนังสือแต่ละเล่มคือคน
มันอาจเป็นแค่หนังสือปกดำธรรมดา มีภาพประกอบรูปควันไฟหลากสีที่ผู้คนในร้านหนังสือต่างหันไปมอง ชมว่า “ปกสวย” หยิบขึ้นมาดูแล้ววางกลับที่เดิม อาจละเลยไม่สนใจมันหากวันนั้นไม่มีหญิงสูงวัยบุคลิกและการแต่งกายคล้ายคุณครู เดินไปยืนอยู่ด้านหน้า เหน็บของทุกอย่างไว้ข้างรักแร้ก่อนก้มหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา ขยับแว่น ขมวดคิ้ว เปิดอ่านอย่างตั้งใจเพียงไม่กี่นาที ก็เดินถือไปหาพนักงานเพื่อชำระเงิน
สงสัยว่าใครกัน..เขียนหนังสือให้คุณป้าท่าทางโชกโชนด้วยประสบการณ์อ่านได้ พอไปยืนดูบ้าง เห็นชื่อ “โดม วุฒิชัย” เหมือนจะเคยเห็นหนังสือหลายเล่มที่เขาเขียนเช่น “โลกในเม็ดทราย” ซึ่งอยู่ในชั้นหนังสือแนวธรรมะ เมื่อลองกลับมาค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตดู พบผลการค้นหาหนังสือชื่อ “โลกในเม็ดทราย” เกือบสี่หมื่นผลการค้นหา
คนคนนี้ไม่ธรรมดาแน่
“สารคดีเข้ารอบรางวัล นายอินทร์อะวอร์ด ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๑” เป็นข้อความกำกับอยู่บนหัวหนังสือ “ควันไฟและสายรุ้ง” กับคำโปรย “ช่วงหนึ่งแห่งชีวิตที่ตกอยู่ในวังวนดำมืด” เมื่อลองเปิดดูก็พบข้อความ “ทุกอย่างที่เขียนในเล่มนี้คือเรื่องจริงฯ” อยู่ตรงคำนำ ยิ่งทำให้น่าสนใจ
แล้วก็ได้หนังสือเล่มนี้มาอ่าน ความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้นในระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้คือ “ดีใจ” ที่ไม่ต้องเลอะโคลนแห่งชีวิตด้วยตนเองแต่สามารถรู้ได้ว่ากลิ่นโคลนและความเปรอะเปื้อนอยู่ในโคลนตมเป็นอย่างไร
แวบหนึ่งรู้สึกว่าต้องซ่อน(หนังสือเล่มนี้)ให้พ้นมือเด็ก เพราะมันเปิดเผยเกินไป เด็กอาจสามารถเรียนรู้วิธีทำเรื่องไม่ดีได้ง่ายขึ้น ถ้าใจไม่รักดีอาจเดินตามรอยเรื่องร้ายได้โดยง่าย แต่คิดให้ดีก็มองว่าหนังสือมันให้อะไร ประเด็นคือเรียนรู้เรื่องเลวร้ายแบบไม่ต้องลงไปทำด้วยตนเอง เพราะเขาเล่าให้ฟังตั้งแต่อยู่ในวังวนดำมืดที่เรียกว่า
“ควันไฟ”
จนถึงขั้นหลุดพ้นไปสู่ชีวิตช่วงหลุดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายที่เรียกว่า
“สายรุ้ง”
เหมือนมีดอยู่ในครัว เราจะใช้มันทำอะไรล่ะ ทำร้ายผู้คน หรือแกะสลักผลไม้จัดแต่งบนโต๊ะสวยหรูในงานแต่งงาน ทั้งสองอย่างนี้อาจเกิดจากมีดเล่มเดียวกันได้ เพียงแต่เราเลือกจะใช้มันทำอะไรเท่านั้นเอง
“ควันไฟและสายรุ้ง” จึงมิใช่เพียงบอกเล่าเรื่องราวของคนกร้านโลกที่หลงระเริงไปกับอบายมุขมืดดำแห่งชีวิตเพียงเท่านั้น แต่มันกลับบอกสิ่งสำคัญกว่านั้น “ก่อนจะตระหนักรู้ถึงคุณค่าแห่งชีวิต ต้องประสบพบเจออะไรมาบ้าง” ให้คนได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของเขา ให้เราได้เที่ยวท่องไปในอบายมุขที่ชีวิตจริงไม่มีทางได้ลงไปเกลือกกลั้วหรือสัมผัสกับมัน และยังบอกวิธีการ “หลุดพ้น” โดยไม่ต้องค้นหาด้วยตัวเอง
เราได้..รู้ โดยไม่ต้องเอาตัวเข้าแลก
เราได้..เลี่ยง ที่อโคจรโดยไม่ต้องเดินผ่านหรือพบพาลกับมัน
เราได้..เลือก ว่าเดินเส้นทางไหนจะไปสู่ทางตัน และเส้นทางไหนจะไปสู่ความสำเร็จ
********************************************************
บางส่วนจากหนังสือ “ควันไฟ และสายรุ้ง”
ขณะที่ผมสูดควันเข้าปอดและกำลังจะทิ้งก้นบุหรี่ลงกับพื้น จู่ๆตำรวจในเครื่องแบบเต็มยศก็โผล่มาทางด้านหลังผมโดยไม่รู้ตัว
เขาล็อกแขนจับผมใส่กุญแจมือลากไป ผมไม่ได้แสดงอาการขัดขืนเพราะถูกจับได้คาหนังคาเขา จะปฏิเสธอย่างไรก็ไม่รอดแน่นอน เขาพาไปแจ้งแหตุที่ทำการศูนย์ในสวนจตุจักรก่อนที่จะพาผมไปยังสถานีตำรวจบางซื่อ ความรู้สึกอายที่พูดกันว่า “แทบแทรกแผ่นดินหนี” เป็นอย่างไรนั้นผมรู้สึกได้ก็ในตอนนั้น
ตำรวจใส่กุญแจมือผมราวกับเป็นอาชญากรแล้วลากผมเดินฝ่าฝูงชนไปกลางสวนจตุจักรในวันอาทิตย์ ผมไม่กล้าสบตากับใครๆที่พากันหันมามองผมชนิดที่เรียกกันว่า “มองเป็นตาเดียว”
ความอายที่ว่ามากที่สุดในชีวิตแล้ว แต่ทว่าความกลัวนั้นมีมากกว่า ผมไม่ได้กลัวว่าจะทุกข์ลำบากในคุก แต่สิ่งที่ผมกลัวมากที่สุดก็คือ กลัวภรรยารู้ ถึงแม้ในตอนนั้นเธอจะยังอยู่ที่บ้านต่างจังหวัดก็ตาม ผมต่อรองกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าขอโทรศัพท์ถึงเพื่อนเพื่อหาเงินจำนวนหนึ่งมาแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวผมไป
เขาให้โอกาสอยู่พักหนึ่ง แต่ผมโทรศัพท์ไปหาใครก็ไม่สัมฤทธิผล พอดีเป็นจังหวะที่ตำรวจซึ่งจับผมมาจะต้องออกเวรพอดี เขาจึงไม่รอให้ผมโทรศัพท์หาใครอีก
ผมถูกยัดเข้าไปในห้องขังรวมกับพวกที่ถูกจับด้วยคดีอะไรบ้างก็ไม่รู้ สภาพภายในห้องขังที่สถานีตำรวจบางซื่อแออัดยัดเยียด ผมรู้สึกหดหู่และรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไหนจะถูกคุมขังจำกัดอิสรภาพ ไหนจะต้องการเสพเมื่อถึงเวลาที่ยาเริ่มหมดฤทธิ์ ผมได้เห็นความน่าเกลียดน่ากลัวของคนที่ติดเฮโรอีนคนหนึ่งกำลังคลุ้มคลั่งเพราะความ “เสี้ยนยา” ตำรวจต้องจับไปขังไว้ในห้องน้ำ เขาดิ้นทุรนทุรายหมดสภาพ แต่ผมกลับมองไม่เห็นสภาพของตัวเองในตอนนั้น
********************************************************

#1 By kitipan on 2009-04-09 02:19