แววตาเหม่อลอยของเพื่อนที่แวะมาเยี่ยมเยียนทำให้ผมรู้สึกแปลกใจไม่น้อย อะไรกันที่ทำให้คนยืนเหม่อมองจ้องขึ้นไปบนต้นไม้ได้นิ่งนานขนาดนั้น เหมือนเขาปล่อยใจให้ล่องลอยไปอย่างไร้จิตวิญญาณ
ครั้นเมื่อถามดู ก็ได้ความว่า..
เพิ่งตกงานเมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ รู้สึกเลยว่าชีวิตมันว่างโหวงเหวงไร้จุดหมาย เงินที่สะสมไว้ก็อยู่ได้อีกแค่ ๕ เดือน เดือนที่ ๖ และเดือนต่อๆไปจะเป็นอย่างไรยังไม่รู้เลย ออกจากงานมาก็ไม่กล้าบอกให้พ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัดได้รับรู้กลัวท่านไม่สบายใจ จะมีรู้ก็แต่แฟน ก็มานั่งกังวลอีกว่าถ้าไม่มีงานทำ ปล่อยให้เงินร่อยหรอไปเรื่อยแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาคอยดูแลแฟนของตนเอง
ผมถามไปว่า “แฟนไม่ได้ทำงานหรือ”?
ก็ได้คำตอบว่า “ทำสิ แต่ด้วยความที่เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นหัวหน้าครอบครัว อย่างไรเสียก็ต้องดูแลแฟนด้วย อยากได้อะไรอยากทำอะไร ซื้อข้าวของใช้จำเป็นต่างๆก็อยากจะช่วยกันไม่ให้ตกเป็นภาระของแฟนอยู่คนเดียว”
อืม..ฟังแล้วรู้สึกดี ถ้าผู้ชายทุกคนมีความรับผิดชอบแบบนี้เหมือนๆกันหมด ครอบครัวส่วนใหญ่ก็น่าจะเต็มไปด้วยความอบอุ่น และไม่มีปัญหาการหย่าร้างมากมายอย่างปัจจุบัน หรือถึงจะมีก็ไม่น่าจะมากมายเท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
“แล้วไม่ไปหาสมัครงานดูล่ะ”? (เป็นคำถามโง่ๆคำถามหนึ่งที่ผมเอ่ยถามไปแล้วรู้สึกอยากดูดคำถามเหล่านั้นกลับเข้าปากตัวเอง)
“สมัครไม่รู้จะสมัครยังไงอยู่แล้ว ยังไม่ได้งานเลยเนี่ย”
“แล้วมีใครเรียกสัมภาษณ์บ้างไหม”?
“มีสิ..หลายบริษัทพอสมควร วิธีการสัมภาษณ์แปลกๆ บางบริษัทก็ให้ทำข้อสอบประหลาดๆ เหมือนพวกปัญหาเชาวน์ที่เขาเอาไว้ให้เด็กทำ แต่นี่เอามาเป็นข้อสอบสำหรับคนที่สมัครตำแหน่งวิศวกร”
“อ้อ..นายสมัครตำแหน่งวิศวกรหรือ แต่ก็เรียนมาด้านนี้อยู่แล้วนี่ งานที่เคยทำก่อนหน้านี้ก็ตำแหน่งวิศวกร ว่าแต่ว่าข้อสอบที่ว่าแปลกๆน่ะ ยังไงหรือ”?
“ก็อย่างเช่น มีไก่และหมูอยู่จำนวนหนึ่ง ถ้านำทั้งไก่และหมูมารวมกันและนับได้ ๒๕ หัวกับอีก ๘๐ ขาจะเท่ากับว่ามีไก่กี่ตัวและมีหมูกี่ตัว”?
???
“จริงเหรอ”?
“จริงสิ..ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีอีกนะ เช่นให้เอาเลข ๑ ถึง ๑๐๐ มาบวกกันทั้งหมดจะได้ออกมาเป็นจำนวนเท่าไร? เช่น ๑+๒+๓+๔+๕+๖+๗+๘+๙+๑๐+..... ไปเรื่อยๆจนถึง ๑๐๐ จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเท่าไรก็ต้องตอบไป มีตั้งยี่สิบข้อแน่ะคิดกันหัวแทบแตกเลย”
“โอ้โห..แปลกจริงๆด้วย แล้วเขาเรียกไปสอบคนเดียวเลยหรือ หรือว่ามีคนอื่นด้วยอะ”?
“ก็ไปสอบพร้อมกัน ๔ ถึง ๕ คนนะ อ้อ..ถ้าคิดว่านี่แปลกแล้วละก็ ยังมีแปลกกว่านี้อีกนะ ตอนไปสัมภาษณ์น่ะ คนละวันกันกับที่สอบปัญหาเชาว์นี่นะ เขาไม่ถามรายละเอียดเกี่ยวกับประสบการณ์และความรู้ที่เรามีเลย แต่เขาถามเรื่องส่วนตัวทั้งหมดเลย นิสัยยังไง ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เวลาว่างชอบทำอะไร มีแฟนไหม แต่งงานหรือยัง มีลูกไหม กินเหล้าหรือเปล่า เวลาโกรธทำยังไง เวลาเครียดทำให้หยุดเครียดยังไง เวลาสบายใจทำอะไร แล้วไอ้คำถามที่ว่าเวลาว่างชอบทำอะไรนี่แหละที่เราตอบเขาไปว่าเล่นกีตาร์ เขาก็ถามว่าแล้วร้องเพลงด้วยไหม เราก็บอกว่าร้อง เขาก็ให้เราร้องเพลงให้ฟังละ”!
“เฮ้ย..จริงเหรอ แล้วนายทำไง”?
“ก็ร้องเพลงให้เขาฟังน่ะสิ จะไปว่าไง”
“จะบ้าไปใหญ่แล้ว เพิ่งเคยได้ยินนะเนี่ยว่ามีการสัมภาษณ์และให้ทำข้อสอบประหลาดแบบนี้ด้วย บริษัทอะไรเนี่ย ใหญ่ไหม”?
“บริษัทยักษ์ใหญ่บริษัทหนึ่งในเมืองไทยเชียวละ เป็นบริษัทญี่ปุ่นที่อยู่เมืองไทยมานานหลายสิบปีแล้ว เอ่ยชื่อไปไม่มีใครไม่รู้จักหรอก”
“คนสัมภาษณ์เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเนี่ย ทำไมมันแปลกๆอย่างนี้ ให้นายร้องเพลงให้ฟังด้วย”?
“ผู้หญิงน่ะ เป็นผู้หญิงสองคน”
“แล้วเขาไม่เลือกนายเข้าทำงานเหรอ”?
“ยังไม่รู้หรอก ผลยังไม่ออก เขาให้รอตั้งเดือนนึง เขามีให้เราไปสอบโทอิกด้วยโดยเขาให้ราคาพิเศษ เป็นราคาเหมือนส่งพนักงานในโควต้าของบริษัทไปสอบ แต่ต้องไปคนละที่กับบริษัทนะไปแถวสุขุมวิทนู่นแน่ะ แล้วสถานที่สอบก็จะส่งคะแนนสอบของเรากลับไปที่บริษัทเขาเอง เราก็ไม่รู้ว่าคะแนนสอบจะออกมายังไง เขาว่าเขาจะต้องเอาคะแนนสอบโทอิก กับคะแนนสอบเชาวน์ แล้วก็ผลการสัมภาษณ์ไปรวมกันเพื่อพิจารณาว่าใครเหมาะสมที่สุดที่จะทำงานกับเขาน่ะ”
“ไอ้ที่เรียกไปคุย ๔ ถึง ๕ คนเนี่ยเขารับแค่คนเดียวเหรอ”?
“เปล่านะ..เห็นว่าจะรับ ๔ คน แต่เขาก็บอกตรงๆเลยว่าเขาจะเรียกสัมภาษณ์เพิ่ม เพื่อดูว่าใครที่เหมาะสมกับงานเขามากที่สุด ตอนนี้รับไปแล้ว ๑ คน แต่เขาก็ไม่ได้ตัดคนที่สัมภาษณ์ไปแล้วออก เพียงแต่ต้องการเปรียบเทียบดูว่าใครเหมาะสมที่สุดก็จะเลือกอีก ๓ คนที่เหลือภายในสิ้นเดือนนี้”
“แล้วคิดว่าเขาจะรับนายไหม”?
“ก็คิดอยู่เนี่ย กลัวจะไม่ได้ ที่แวะมาหานายเนี่ยก็เพราะไม่สบายใจ เห็นนายเป็นคนมองโลกในแง่ดีก็อยากจะมาขอกำลังใจหน่อยว่าถ้าไม่ได้งานขึ้นมาจะทำยังไงดี ปล้ำอยู่กับบริษัทนี้มาเป็นเดือนแล้วเนี่ย เรียกไปสอบนู่นนี่อยู่หลายครั้งจนรู้สึกเริ่มท้อ ถ้าไม่ได้ขึ้นมาจะทำใจยังไงให้ไม่คิดมาก”
“อ้อ..ถ้าไม่ได้ขึ้นมา นายก็คิดซะว่า นายร้องเพลงไม่เพราะก็แล้วกัน ก็ตอนสัมภาษณ์เขาให้นายร้องเพลงให้ฟังไม่ใช่เหรอ บริษัทนี้เขาคงบ้านักร้องน่ะ ก็ไม่ต้องไปเสียใจหรอก ถ้าวงบอดี้แสลมไปสมัครก็คงได้งานกันทั้งวงแหละ พอดีนายไม่ใช่นักร้องอาชีพไง คราวหน้าก็ฝึกเล่นกีตาร์ร้องเพลงให้มากขึ้น ถ้ามีโอกาสก็ลองฝึกเต้นโชว์สเต็ปให้เขาดูด้วยก็ได้ เผื่อโอกาสได้งานจะมากขึ้น”
ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า..
แล้วเราก็หัวเราะกัน เสียงดังลั่นไปหมด,,,
เขียนและภาพประกอบโดย: สิขเรศ เอี่ยมประชา (HyPeR MonKeY)
เขียน ณ วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๑ เวลา: ๑๓.๐๒ นาฬิกา

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-09-20 19:33