2008/Jun/02

ทำไมไม่ตกใจ?

 

 

ติ๊งงง...ต่องงง..!!

 

แว๊ก!!  ไม่มีคนอยู่คร้าบบบ (คิดในใจแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป)

ตอนนั้นนั่งซ่อมโทรศัพท์บ้านอยู่  มันเป็นอะไรก็ไม่รู้เสียงดัง แกร๊ก...แกร๊ก...แกร๊ก.. อยู่ในหูตลอด  ใครโทรเข้ามาเป็นต้องถามกันทุกทีว่าเสียงซ่านี่มันดังมาจากไหน “เครื่องเราหรือเครื่องเค้า”?  มีเจ้าหมานอนอยู่ข้างๆ  พอกริ่งหน้าบ้านดังปุ๊บ  เจ้าตัวแสบก็หูผึ่งทำเสียงหงุงหงิงจะลุกไปดูปั๊บ  เราก็ละมือจากเครื่องโทรศัพท์มาจับหัวเจ้าหมากดไว้เบาๆ

 

จุ๊...จุ๊...อย่าเอ็ดไป  เงียบๆ!! (ทำเหมือนว่าถ้าเจ้าหมาลุกไปดูแล้ว คนที่มากดกริ่งจะรู้ว่าเราอยู่ในบ้านซะอย่างนั้น  ไม่รู้คิดได้ยังไงเหมือนกัน)

 

เจ้าหมามองหน้าเราแบบงงๆเล็กน้อย  แล้วก็ฟุบลงไปนอนนิ่งเหมือนเดิม  แต่มีกระดิกใบหูเล็กน้อยเหมือนเงี่ยหูฟังไปด้วยว่าใครมาหน้าบ้าน หุหุ..

 

มีใครอยู่บ้างคะ  รบกวนเวลานิดนึงค่ะ!! (น่าน..ยังไม่ละความพยายาม) เสียงผู้หญิงที่มากดออดหน้าบ้านตะโกนเรียก

 

จุ๊...จุ๊...เงียบๆนะเจ้าแสบ ผมทำเสียงเงียบและเบาสุดๆ (ไม่รู้ทำไมต้องทำอย่างนั้นเหมือนกัน) มือก็จับลูบหัวเจ้าตัวแสบเพื่อให้เขานอนนิ่งๆ

 

สักประเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงไปกดออดเรียกข้างบ้าน  แล้วก็ตะโกนแบบเดียวกัน  ได้ยินแว่วๆว่ามีสินค้ามาเสนอขาย  เป็นพวก CD เพลงของค่ายเพลงดัง  เดี๋ยวนี้ถึงขั้นต้องจ้างเซลล์มาเดินขายตามบ้านกันแล้วแฮะ  ท่าทางเศรษฐกิจจะแย่เอาจริงๆ  พอข้างบ้านไม่สนใจเขาก็เดินจากไป

 

จะว่าไปก็น่าสงสารเหมือนกันนะ  แต่ว่าไม่ได้  บางทีพวกนี้กวนใจเหลือเกิน  ไอ้การอยู่บ้านของเราเนี่ยเราก็ทำตัวสบายสุดๆไง  จะทำตัวมอมแมมยังไงก็ได้  บางทีอาบน้ำอยู่มากดออกเรียกนึกว่าญาติมา  วิ่งออกมาทั้งผ้าขนหนู  ปรากฏว่ากลายเป็นเซลล์มาขายของ  รบกวนเวลาส่วนตัวจริงจริ๊งเลย  แล้ววันนี้ก็เหมือนกัน  เพิ่งอาบน้ำเสร็จ  กะว่าอยู่บ้านทำตัวสบายสุดๆคงไม่ต้องเจอะเจอใครแน่ๆ  อากาศร้อนแบบนี้ก็โรยแป้งเย็นซะ  ยังกับโดนัทโรยไอซ์ซิ่ง (ผงน้ำตาล)  ขืนวิ่งออกไปหน้าประตูตอนนี้สิ  คงไม่ใครก็ใครละกระเจิงกันไปคนละทางสองทางเพราะนึกว่า  ปีศาจแป๊ะยิ้มกระโดดออกมาจากหนังผีฮากลิ้งในโรงภาพยนตร์

 

มีอยู่ครั้งหนึ่งเพิ่งกลับจากไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต  พอถึงบ้านเปิดท้ายรถเตรียมยกของเข้าไปเก็บ (เผอิญมีของที่ต้องแช่ช่องแข็งด้วย) 

 

พี่ครับ!! พี่ครับ..รบกวนเวลาหน่อยนะครับ (โห..ประชิดตัว!! ยืนอยู่ห่างกันไม่กี่เมตร)  หันไปก็ตกใจ  ระยะกระชั้นชิดจริงๆ  มีแค่ประตูหน้าบ้านกั้นไว้ 

 

มีอะไรครับ?

 

รบกวนเวลานิดหนึ่งนะครับ แป๊บเดียวครับ..

 

เอ่อ..ว่าไงครับ?

 

พี่สบายดีมั๊ยครับ?  อากาศร้อนนะครับ   ช่วงนี้พี่ได้ออกไปซื้อของตามห้างสรรพสินค้าบ้างหรือเปล่าครับ  และห้างที่ไปบ่อยๆนี่มีที่ไหนบ้างครับ?

 

ก็มีไปบ้างครับ  นี่ไงเพิ่งซื้อมากำลังจะขนของเข้าบ้านเนี่ย (มือก็เกี่ยวหูถุงก๊อบแก๊บใบนึงขึ้นมาให้ดู ทำท่าทางรีบๆให้รู้ว่าอย่ากวนใจนาน จะรีบขนของ)

 

แล้วเป็นไงบ้างครับพี่  เดินซื้อของในห้างนี่สะดวกสบายไหมครับ  ปกติไปตอนกลางวันอย่างนี้หรือครับ?  (เย้ยยย..!! ชักจะเหลืออดแล้วนะ มีการชะเง้อมองในท้ายรถว่าเราซื้ออะไรมาบ้างด้วย ละลาบละล้วงความเป็นส่วนตัวนะเนี่ย)

 

“มีอะไรหรือเปล่าครับ? ผมขนของอยู่”  แล้วก็แหวกๆดูของที่ต้องเข้าห้องแช่แข็ง  ขืนชักช้าละลายหมดแน่ (ตอนนี้เริ่มทำท่าทางหงุดหงิดให้เค้าเห็นบ้างแล้วละ)

 

เดี๋ยวครับพี่ แป๊บเดียว ผมคุยด้วยแป๊บเดียวครับ  นี่พี่เพิ่งกลับมาถึงหรือครับ?

(ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก จะทนไม่ไหวแล้วนะ)

 

ผมรีบนะครับ ขอตัวแล้ว แล้วก็ผมก็คว้าของต่างๆหมุบหมับๆ เดินพะรุงพะรังเข้าบ้านโดยไม่สนใจไอ้น้องนอกบ้านที่ตะโกนเรียกใหญ่ “พี่ครับ..พี่ครับ แป๊บเดียวพี่ ผมขอคุยด้วยแป๊บเดียว”

 

แมร่งงง..(ขอโทษครับ มันอดไม่ได้จริงๆ)

 

ผมเจอแบบนี้  หรือเหตุการณ์คล้ายๆแบบนี้ค่อนข้างบ่อยครับ เสียอารมณ์ เสียเวลา หรือภาษาวัยรุ่นจะบอกว่าเสียเซ้วก็ได้  ยิ่งช่วงเศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้จะยิ่งเจอครับ  เหมือนว่ากลยุทธทางการตลาดของบริษัทต่างๆเริ่มเปลี่ยนไป  ในเมื่อคนไม่ออกไปซื้อของเขา  เขาก็มาขายให้ถึงบ้านเลย  ให้มันรู้ไปว่าไม่ซื้อ  แต่ขอโทษเถอะ  มันเบื่อไง  เศรษฐกิจประมาณนี้  ต้องประหยัดก็ละ  แล้วไอ้ที่มาเย้วๆขายหน้าบ้านแต่ละอย่างเนี่ยส่วนใหญ่ก็เป็นของฟุ่มเฟือย  หรือให้ซื้อหาไว้ให้คนอื่นบ้างละ  เสริมเพิ่มความสะดวกในชีวิตบ้างละ  คือมันไม่ใช่ของจำเป็นจริงๆที่ต้องใช้งานไง 

 

อย่างเช่นของเล่นเด็ก “ซื้อไปฝากลูกฝากหลานฝากญาตินะคะ”

บัตรส่วนลดล้างรถราคาถูก “พี่ใช้ได้ตั้งหลายครั้งนะครับ รับรองว่าซื้อไว้ใช้แล้วคุ้มครับ”

บัตรเปลี่ยนยางรถถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ  “พี่รับไว้สักใบเถอะค่ะ แล้วพี่จะเห็นว่าคุ้มค่าจริงๆ”

 

แล้วมีแบบไม่ซื้อแล้วมีโกรธด้วยนะ  มีต่อว่าเหน็บแนมด้วย  น่ารำคาญมากขอบอก  ตรงนี้แหละผมถึงไม่ค่อยอยากคุยกับพวกเขา  อาจไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกคนก็ได้  แต่ไอ้ที่เจอๆมาน่ะทำให้ขยาดและมองเซลล์ขายของที่มากดออดตามบ้านคล้ายๆกันไปหมด  เพราะเวลาเราปฏิเสธไปมันไม่จบแค่นั้นไง  ยังมีต่อว่า  มีเหน็บแนม  มีให้เราหาเหตุผลมาบอกว่าทำไมถึงไม่ซื้อของเค้า  ผมไม่ชอบเลย

 

เคยถามน้องที่อยู่อเมริกาเขาบอกว่า  ที่อเมริกาก็มีเหมือนกัน  เซลล์ที่มากดออดขายของตามบ้านน่ะ  แต่เขาค่อนข้างสุภาพ  เข้ามาสาธิตมาขายกันเป็นเรื่องเป็นราวเราไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร  แค่ขอให้เขาได้สาธิต  ได้แนะนำสินค้าเท่านั้น  ซื้อไม่ซื้อเป็นสิทธิของเราไม่ว่ากัน  หรือถ้าไม่อยากให้เขาสาธิตหรือแนะนำสินค้า  พูดง่ายๆคำเดียวเขาก็รู้เรื่องและจากไปโดยดีแล้ว  แต่เห็นว่าผู้ซื้อเขาก็ซื้อกันจริงๆนะถ้าของดีเนี่ยเขาก็จ่ายเงินซื้อกันเป็นพันหรือเป็นหมื่นกันเลยทีเดียวจากหน้าบ้านนี่แหละมีรับบัตรเครดิตด้วยอีกต่างหาก  เป็นบ้านเราหรือ  ดีไม่ดีเจอ 18 มงกุฎมาหลอกเงินถึงหน้าบ้านสิไม่ว่า  อย่าว่าแต่มาสาธิตเลย  บางทีแค่คุยกันนิดเดียวไม่ซื้อเค้าหน่อย  ก็มีบ่นไล่หลังให้เราได้ยินแล้ว  ส่วนใหญ่มาในรูปตัดพ้อ  ว่าของเค้าดีไม่ยอมซื้อ  หรือว่ารถเราก็ต้องล้างอยู่แล้ว  ใช้ของเค้าก็คุ้มไม่ยอมใช้  อะไรแบบนั้น  แต่เขาไม่ได้คิดไง  บางทีเราก็ล้างเอง  หรือให้ทางร้านรับล้างรถล้างให้ด้วยราคาไม่เท่าไหร่  แต่ไอ้ที่เขามาเสนอขายน่ะ  มันน้ำยาโคตะระแพงอะไรก็ไม่รู้ขวดเป็นพัน  ซึ่งรถเรามันก็มอซอมือสองอายุเป็นสิบปีจะมาขัดวาวอะไรกันนักหนาล่ะ  ขายของไม่ดูสภาพรถคนซื้อเลย

 

หลบจากเสียงกริ่งหน้าบ้านเสร็จ  โทรศัพท์มือถือดัง  เบอร์ไม่คุ้นด้วยแฮะ 02-******* เบอร์จากกรุงเทพฯนี่แหละ  ใครโทรมาก็ไม่รู้  พอรับปั๊บ

 

สวัสดีค่ะ  ดิชั้นชื่อ ..... โทรมาจาก ….. จะโทรมาเสนอวิธีการออมเงินแบบพิเศษที่จะทำให้คุณมีเงินเก็บมากมายและคุ้มค่ามากๆกว่าทุกวิธีที่มีอยู่ตอนนี้เลยค่ะ  มันคุ้มค่ามากๆขอเวลาอธิบายหน่อยนะคะ  พอดีดิชั้นได้ข้อมูลมาว่าตลอดระยะเวลา 1 ปีมานี่คุณไม่มีแบล็คลิส (หนี้เสีย) ที่ไหนเลย  ขอเวลาคุยคุยหน่อยนะคะ

 

เอ่อ...

 

ค่ะขอบคุณค่ะ  คืออย่างนี้นะคะ บรา...บรา...บรา...(ไรฟะ  ตูยังไม่ทันตอบตกลงว่าจะคุยด้วยเลย)

 

ไม่ใช่แค่เสนอบริการอย่างเดียวนะครับ  มีหลอกถามข้อมูลส่วนตัวผมเป็นระยะด้วย

ไม่ทราบตอนนี้ยังใช้บัตรเครดิตอยู่เป็นประจำทุกเดือนมั๊ยคะ”?

ใช้บัตรเครดิตที่ไหนอยู่คะ”?

ปกติรายรับต่อเดือนนี่เดือนละ 2 หมื่น 3 หมื่น หรือ 5 หมื่นขึ้นไปคะ”?

ตอนนี้อายุเท่าไหร่คะ”?

 

แล้วก็มีหยอดด้วย

“เสียงเด๊กเด็กนะคะ”

 

แล้วการสนทนาก็มาจบตรงคำถามที่ว่า

“ที่ฟังมาเนี่ย ไม่ทราบว่าการออมแบบพิเศษที่ดิชั้นเสนอไปเนี่ย มันส่งผลกระทบกับรายจ่ายของคุณหรือเปล่าคะ”?

 

อึ้ง.. (งงกับคำถาม และรู้สึกเหมือนจะถูกรวบรัดมัดมือชกยังไงไม่รู้)

เอ่อ.. ก็ไม่นี่ครับ  เพียงแต่ผมยังไม่สนใจสิ่งที่คุณเสนอมาน่ะครับ (ก็เลยตอบไปตรงๆเลย)

 

อะไรกันคะ!! นี่คุณเคยออมเงินแบบนี้บ้างไหม? (น้ำเสียงยั๊วะด้วย)

 

เคยครับ

 

กับบริษัทอะไรคะ  แล้วการออมเป็นแบบไหน  คุณได้รับเงินผลประโยชน์ปีละครั้งหรือเปล่า? (น้ำเสียงแสดงความไม่พอใจเปลี่ยนไปจากเมื่อสักครู่เลย)

 

อ้อ..บริษัท ..... ผมได้รับผลประโยชน์ 2 ถึง 3 ปีครั้ง  (จริงๆผมไม่ตอบก็ได้ตอนนี้เริ่มหงุดหงิดแล้วด้วย เหมือนถูกกดดัน และบังคับมากไป นี่มันเรื่องส่วนตัวทั้งนั้นผมจะทำหรือไม่ทำอะไรมันก็เรื่องของผม ใครจะมาบังคับได้ยังไง)

 

“ดิชั้นไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมคุณไม่ตกใจ”? (อ้าว..ทำไมต้องตกใจด้วยฟะ ตรูก็ไม่ใช่คนขวัญอ่อนนี่หว่า) ในเมื่อสิ่งที่คุณได้รับอยู่จากการออมแบบอื่น  มันสู้ที่ดิชั้นบอกคุณไม่ได้  แล้วทำไมคุณถึงไม่ตกใจ!!

 

“ดิชั้นโทรไปหาทุกคน  เค้าก็ตกใจกันทั้งนั้น  ยอมรับข้อเสนอนี้กันทั้งนั้น  ไม่มีใครได้รับผลประโยชน์ดีๆแบบนี้จากที่อื่นหรอก  แม้แต่งานมันนี่เอ็กซ์โปร์ที่ผ่านมาก็ไม่มีบริษัทไหนให้ผลประโยชน์ดีขนาดนี้หรอก  ดิชั้นไม่เข้าใจคุณจริงๆ  คนอื่นเค้าตกใจกันทุกคน”  (ที่สุดแล้วเหมือนเซลล์คนอื่นๆแหละ พอปฏิเสธไปก็ฟาดหัวฟาดหางใส่ แต่ถ้าครั้นเราตัดบทไม่คุยด้วยตั้งแต่แรก ก็โกรธอีกนั่นแหละ หาว่าเราไม่ให้โอกาสเค้าได้อธิบาย เฮ้อ..คนเรา)

 

แล้วเธอก็พูดต่อ..

“สรุปว่า..คุณมีปัญหาใช่ไหมคะ ระบบการออมแบบพิเศษที่ดิฉันนำเสนอคุณไปเนี่ยมันทำให้ระบบการเงินของคุณมีปัญหาใช่ไหมคะ”? (จะมาคาดคั้นคะยั้นคะยอเอาความผิดอะไรกับผมอีกเนี่ย?)

 

“เปล่าครับ ไม่ได้มีปัญหาอะไรอย่างที่ผมบอกแหละครับ คือผมยังไม่สนใจ ไม่ใช่มีปัญหาครับ ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย”

 

แล้วเธอก็วางหูใส่ผม  ทิ้งให้ผมยืนอึ้งอารมณ์เสียไปกับการรับสายโทรศัพท์ครั้งนั้น  อยู่บ้านดีๆแท้ๆเลย  อยู่ดีๆก็มีโทรศัพท์มากวนหูถึงในชายคาบ้าน พร้อมต้องมารับอารมณ์ของผู้หญิงคนหนึ่งที่โทรมาระเบิดอารมณ์ใส่ จนผมปรับประสาทการรับฟังแทบไม่ทัน  ก็ตอนแรกเห็นพูดดีอยู่เลย  แล้วท้ายที่สุดก็ยัดเยียดความโกรธขึ้งและอารมณ์ฉุนเฉียวให้ผมได้รับฟังพร้อมกับความผิดที่ผมงงอยู่พักหนึ่งหลังจากวางสายไปแล้วคือ..

 

“ทำไมไม่ตกใจ”?

 

ผู้เขียน: สิขเรศ  (HyPeR MonKeY)

ภาพ: สิขเรศ  (HyPeR MonKeY)

2 มิถุนายน 2551 เวลา 21.51 น.

 

หมายเหตุ:  ต้นฉบับงานเขียนทดลอง ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ทางหน้าเว็บไซท์  อีเมล์  สื่ออินเทอร์เน็ตอื่นใด หรือสื่อสิ่งพิมพ์ชนิดอื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากผู้เขียนโดยตรง

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เอิ่ม มาแปลกวุ้ย ทำไมไม่ตกใจ
เดี๋ยวตอบกลับไปเลย "ทำไมผมต้องเหมือนใคร" ฮะๆ

เกิดเป็นเซลมันต้องมีคุณสมบัติอารมณ์ดีตลอดเวลานิดนึง
ขายไม่ได้แล้วพาลงี้ใครมันจะอยากยุ่งเนาะ =_=
บ้านเซียเป็นร้านค้า ก็เลยจะมีพวกนี้บุกเข้ามาอยู่เรื่อยเลย
ยังไม่เคยเจอแบบโทรศัพท์
แต่จริงๆแบบโทรศัพท์มันรับมือง่ายนา
ขี้เกียจฟังก็วางโลด - -b
#1  by  rasia ปลาทองนอกอ่าง At 2008-06-02 22:56, 
hahaha... ครับผม เคยเห็นเหมือนกัน สมัยเรียนนะ Sale เข้าไปขายของที่ร้านจำหน่ายเครื่องเขียนอ่ะ พยายามสุทฤทธิ์เลย ที่จะขายส่งชุดเครื่องเขียนสีให้ร้าน ทางร้านเค้าก็หันมาถามพวกเด็กอาร์ทที่กำลังไปซื้อของในร้านเค้าว่าแบบนี้โอเคไหม จะมีคนใช้ไหม พวกเราดูแล้วก็โอเค เค้าก็สั่ง..

จะว่าไป ถ้ามีคำพูดดีๆ และมี EQ ดีๆหน่อยก็คงพอขายได้ ต้องอดทนกับลูกค้าไทยๆหน่อย แต่ถ้าอารมณ์เสียง่ายนี่ไม่น่าเหมาะกับการเป็น Sale นะ ผมว่า
#2  by  HyPeR MonKeY At 2008-06-02 23:02, 
ห๊ะ!... เอ้อ... ทำไมไม่ตกใจ...
ตกใจ/ไม่ตกใจ คิดเองได้นะ อาเจ๊โทรศัพท์ในเรื่องนั่นบังคับปลายสายได้ด้วยเรอะ??? 555 open-mounthed smile sad smile sad smile
....
แปลกเนาะ... sad smile
#3  by   xViStA At 2008-06-02 23:23, 
เซลล์บางทีก็น่าสงสาร บางทีก็น่าหงุดหงิดค่ะ
กำลังขยำกะทิมือมันแผลบ มาบอกขอเวลาแป๊บบบบเดียว เห็นมันเนี่ยว่าไม่ว่าง ^ ^"

ล่าสุดเจอคนโทรมาบอกว่าเราได้รับสิทธิ์พิเศษที่คัดเลือกจากลูกค้าธนาคารให้ทำบัตรเครดิต เราก็ เหอ? เงินเดือนไม่ถึงหมื่นห้าทำได้ด้วยเหรอคะ วางสายไปดื้อๆ ซะงั้น แย่จริง
#4  by  honeynut At 2008-06-02 23:46, 
จริงด้วยครับ xViStA sad smile
#5  by  HyPeR MonKeY At 2008-06-03 00:57, 
ขอบคุณที่แชร์เรื่องราวนะครับ น่าหงุดหงิดจริงๆแหละเรื่องของคุณ honeynut ทำให้คิดด้วยว่า ไอ้ที่ว่าเราเครดิตดีเนี่ย สงสัยมานโกหก ฮา.. open-mounthed smile
#6  by  HyPeR MonKeY At 2008-06-03 00:58, 
เออละหนอ....ถ้าเจอแบบนี้คงเซ็ง เราอยู่ของเราดีๆแท้ๆsad smile sad smile sad smile
#7  by  (^_^)/nana At 2008-06-03 09:51, 
เค้าเรียกว่า ไม่ได้แกว่งเท้าหาเสี้ยน แต่เสี้ยนกระเด็นมาตำที่เท้าเลยละครับ (^_^)/nana อิอิ sad smile
#8  by  HyPeR MonKeY At 2008-06-03 10:40, 
มาต่อที่นี่ละกัน

แบบว่า อีพวกที่โรมาทางโทรศัพท์ มันชอบอ้างชื่อบัตรเครดิตที่ถืออยู่ แต่มันไม่ได้เป็นพนักงานของบริษัทบัตรเลย จะมาขายกองทุนบ้างละ เงินออมบ้างละ เราก็จะบอกไปว่าไม่สนใจ แต่มันสวนตอบมาทันทีว่า แต่อันนี้มีโปรโมชั้น ไม่ลองฟังดูก่อนเหรอ เราก็บอกว่าจะทำงาน มันตอบว่าว่างตอนไหน จะโทรมาใหม่

ห่านนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
#9  by  Pack At 2008-06-03 11:54, 
เจอเหมือนกัน Pack คุง ประเภทว่าจะเอาคำตอบให้ได้ว่าว่างตอนไหน พอผมบอกว่ายังไม่รู้ เค้าก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นวันนี้ตอนเย็นจะติดต่อมา ผมก็บอกไม่ว่าง เค้าก็บอกงั้นพรุ่งนี้ ผมก็บอกอาจจะไม่ว่าง เค้าก็บอกงั้นวันมะรืนนี้จะโทรมา

ห่านนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
#10  by  HyPeR MonKeY At 2008-06-03 12:41, 
Hot!
#11  by  bloodywidly At 2008-06-03 16:54, 

เขาคาดหวังจะได้ยินคำตอบว่า

โอ้วว ว้าววว มันยอดไปเลย จอร์ท

มันวิเศษ จริง ๆ เร้ยยย ว้าวววว

แล้วค่อยบอกว่าไม่สนใจ

question
#12  by  อีแมะจิ๊ At 2008-06-03 17:58, 
^
^
เยี่ยมไปเลยจอร์จ... sad smile sad smile
#13  by   xViStA At 2008-06-03 22:42, 
^
^
^
ขำ อีแมะจิ๊ มากๆเลยอ่า โดนใจจริงๆเลยอะครับ big smile
#14  by  HyPeR MonKeY At 2008-06-03 22:47, 
555555555+
ของพี่เจอ “ทำไมไม่ตกใจ” เค้าเจอคำว่า “คุณเป็นใคร?”
เรื่องมันมีอยู่ว่า มีบริษัทของญี่ปุ่นที่เข้ามาเปิดกิจการในไทยเจ้าหนึ่ง ในหลายๆ บริษัทที่เราทำงานให้ เขากำลังทำหนังสือโฆษณาแนะนำตัวเองในวงการธุรกิจก่อสร้างให้ชาวไทยได้รู้จักมากขึ้น ตามประสาคนรวย บริษัทที่ทำหนังสือโฆษณาเนี่ย เลยไปตามหาข้อมูลของกิจการที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะชักชวนให้ไปลงโฆษณาด้วยกันซะเลย ขั้นแรกส่งแฟ็กซ์มาก่อนค่ะ ตอนเอาให้นายดูแทบไม่ต้องอ่าน เศรษฐกิจแบบนี้ แล้วบริษัทเราก็เล็กประติ๋วเดียว ไม่มีทางเอาเงินหลายๆ หมื่นไปทำอะไรแบบนี้หรอก ปั่นให้พอเงินเดือนในแต่ละเดือนก็เก่งแล้ว พี่น้องคร้าบ...
นาย : พี่ไม่อ่านว่ะ ไม่ทำหรอก เอาไปเก็บเหอะ ถ้าเขาติดต่อมาเอ็งก็บอกว่าไม่สนใจล่ะกัน ( ช่าย...ถูกต้องแล้วพี่)
วันต่อมา....
ตรู๊ดดดดดดดดด ตรู๊ดดดดดดดดดดดด
“สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อมั่นใจ นามสกุล โครตมั่น จากบริษัท xyz ที่ส่งแฟ็กมาน่ะค่ะ ขอสายผู้จัดการค่ะ”
“อ๋อ ไม่อยู่ค่ะ มีเรื่องอะไรฝากไว้ได้ค่ะ”
“ไม่ฝากค่ะ ขอเบอร์มือถือแล้วกันค่ะ” อารายก๊านนนน เสียงเธอพูดบ่งบอกความมั่นมากๆ
“อื้มมม ให้ไม่ได้ค่ะ เรื่องแฟ็กเอาให้ท่านดูแล้วนะคะ ท่านให้รับเรื่องไว้ แล้วจะติดต่อกลับไปเองค่ะ” ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ แต่ตามกฎความน่าจะเป็นคือ ‘ปฏิเสธ’
“ทำไมล่ะคะ ทำไมให้ไม่ได้” อ้าว ก็เขาไม่อยากคุยกับคุณน่ะสิ
“มันเป็นคำสั่งนายน่ะค่ะ แล้วเป็นเบอร์ส่วนตัวด้วย ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากท่านก็ให้ใครไม่ได้ค่ะ
เอาไว้จะแจ้งให้ท่านทราบ แล้วจะติดต่อกลับไปก็แล้วกันนะคะ ” ขอบอกว่า พูดกับเขาแบบสุภาพมากๆ ด้วยนะนั่น เสียงหวานสุดๆ
“ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครคะ?” เหอออออ เหวอเลยสิตรู เสียงเธอหงุดหงิดมากด้วยนะ
“ว่าไงล่ะคะ ถามหน่อยว่าคุณเป็นใคร ตำแหน่งอะไร มีอำนาจการตัดสินใจอะไรในบริษัทหรือเปล่า ตอบดิฉันมาหน่อยสิ นี่ดิฉันอุตส่าห์มาแนะนำโปรโมชั่นดีๆ ให้ผู้จัดการของคุณ ซึ่งไม่ใช่ว่าจะมีกันได้ง่าย ๆ แล้วคนให้ข้อมูลของบริษัทคุณก็มาจากบริษัท ซาโยนาระ (นามสมมติ...ทำไมสมมติไม่เป็นมงคลฟระ) เองเลยนะคะ ซึ่งก็แปลว่าบริษัทของคุณต้องสำคัญมากๆ และดิฉันก็เล็งเห็นว่า ผู้จัดการของคุณ คงจะอยากเติบโตไปพร้อมๆ กับซาโยนาระแน่ๆ การที่คุณไม่บอกมันเหมือนตัดโอกาสดีๆ ที่ควรจะได้รับ รู้ไหมคะคุณ!” ใช้อะไรเล็งเหรอคุณน๊ายยย แถมใช้คำพูดเหยียบย่ำให้เรารู้สึกผิดอีก
หนอยๆๆๆๆ 1. ฉันตำแหน่งอะไรไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ฉันรู้ว่าที่นี่ไม่มีเงินพอจะทำอะไรแบบนี้ได้ 2. ฉันตำแหน่งอะไรไม่รู้ แต่ฉันนี่แหละที่ตัดสินใจเรื่องการเงินได้ 3. ฉันตำแหน่งอะไรไม่รู้ แต่ถ้าฉันพูดคนอื่นก็ต้องฟัง 4. ฉันรู้ว่าเธอโกหก ฉันรับงานจากบริษัทนี่ครั้งละ หมื่น-สองหมื่นเอง แล้วนานๆ สักชาติถึงจะได้ร่วมงานกัน เธอจะมาโม้ว่าเขาเห็นที่นี่สำคัญปานนั้น มันแหลสุดๆ 5. ฉันอยากจะตอบไปว่า เป็นแม่บ้านมีอะไรมะ แล้วก็ไม่ให้เบอร์โทรด้วย ฮึ่ยๆๆๆๆๆ แต่ด้วยมารยาทครับพี่น้อง ถึงแม้นายกับเราจะสนิทกันเหมือนพี่น้อง แต่เราก็เป็นเพียงลูกจ้างไม่ใช่เจ้าของ ไม่มีสิทธิ์ทำให้ภาพพจน์บริษัทเสียหาย สูดหายใจเข้าปอดลึกๆๆ สูดดดดดดดดด
“ค่ะ ให้ไม่ได้ค่ะ นายสั่งมาจริงๆ ถ้าให้คุณไปก็จะโดนว่า ถือว่าเจอกันครึ่งทาง เข้าใจความเป็นลูกจ้างนะคะ แต่รับปากว่าจะติดต่อกลับไปแน่ ขอเบอร์ค่ะ บอกมาเลยค่ะ” ปิดการขายให้ซะเลย
เธอเงียบไปนิดนึง ก่อนจะบอกเบอร์มา แต่ยังมีคำพูดกร่างๆ ทิ้งท้ายอีกนะ
“โอเคค่ะ ดิฉันทราบนะคะ ทำงานมาจนถึงวันนี้ การที่บอกว่าจะติดต่อกลับน่ะ แปลว่าปฏิเสธ แต่นั่นก็เพราะว่า ท่านยังไม่ได้ฟังข้อเสนอที่ดิฉันจะบอกให้ทราบ ซึ่งดิฉันเชื่อเหลือเกินว่า ท่านจะต้องสนใจสิ่งที่ฉันจะเสนอแน่ๆ ถ้ายังไงกรุณาติดต่อกลับมาพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายนะคะ เพราะดิฉันต้องสรุปเรื่องเสนอแล้ว ถ้าคุณไม่รับ บริษัทอื่นที่เขาอยากจะร่วมงานกับเราจะได้ไม่เสียโอกาส” แหม๊...มีงี้ด้วยวุ้ย
แล้วก็ดังคาด ไม่ต้องคิดให้เปลืองสมองด้วย เพราะนายไม่สนใจจริงๆ แกบอกว่าปฏิเสธไปเลย
ก็เลยโทรไปแจ้งเธอ (ก็รับปากไปแล้วนี่ ก็ต้องบอกเธอซะหน่อย)
“อะไรนะคะ!?” เธอคงคิดประมาณว่า ไม่อยากจะเชื่อเลย ไม่จริ๊งงงงงงงง
“ดิฉันขอเบอร์ผู้จัดการดีกว่าค่ะ ดิฉันมั่นใจว่าถ้าท่านได้ฟังสิ่งที่ดิฉันเสนอ ท่านจะต้องไม่ปฏิเสธแน่นอน แต่เพราะนี่เรายังไม่ได้คุยกันเลย” เอาเข้าไป ประมาณว่าไม่มีคนไหนจะปฏิเสธเธอได้ หึหึหึ ได้เลยเจ๊ เอาไปโล๊ดดด แล้วก็บอกเธอไป เธอคงจะเห็นชัยชนะเมื่อได้เบอร์โทรไปมั้งนั่น
พอวันรุ่งขึ้นถามนายดูว่ามีสาวมั่นโทรไปหารึป่าว
“โทรมา พี่ก็บอกไปว่าไม่เอา ก็ยังพยายามกล่อมอยู่พักนึง พี่เลยบอกว่าต้องให้นายอีกคนพิจารณา พี่ให้คำตอบไม่ได้” เจตนาคงอยากรักษาน้ำใจ แต่เธอก็ลงมีดโชะมาว่างี้
“อะไรกันคะ ดิฉันรู้นะว่าในหนังสือรับรองบริษัท คุณมีชื่อเป็นกรรมการผู้จัดการ แล้วจะให้ใครที่ไหนมาพิจารณาอีก” เหออออ นี่เธอไปสืบประวัติมาขนาดนี้เลยเรอะ กล้าพูดนะนั่น แล้วก็รู้สึกว่าเขาช่างจาบจ้วง และไม่มีมารยาทจริงๆ ไม่อยากจะคิดถึงสายตาเวลาที่เขามองคนอื่นเลย สายตาเขาคงฆ่าคนได้นะ ผู้หญิงน่ากลัว บรึ๋ยๆๆๆ นี่ถ้าเจอคนปากร้าย คงจะโดนตำหนิแรงๆ ไปแล้ว นี่เขาขายของหรือขู่ให้ซื้อกันแน่ นายบอกว่าเธอก็พยายามชักแม่น้ำโขงไปจนถึงแม่น้ำอะเมซอนอยู่พักนึง แต่ไม่สำเร็จ แล้วมีอีกบริษัทที่รู้จักกัน เขาก็ได้รับการติดต่อมาเหมือนกันค่ะ แล้วเขาก็ไม่เอาเหมือนกัน กร้ากๆๆๆ วาจาเช่นนี้ ขอให้ยอดขายพุ่งฮวบๆ ทุกงานนะเจ๊นะ เฮ้ออออออออออ
#15  by  Anda (202.5.87.139) At 2008-06-21 13:32, 
เฮ้อ.. ซาโยนาระ อ่านจนจบ พูดไม่ออกจริงๆ ขอคำเดียวเลย ซาธยนาระ บ๊ายบาย ลาก่อน คราวหลังไม่ต้องโทรมานะ อิอิsad smile
#16  by  HyPeR MonKeY At 2008-06-22 13:52, 

<< Home


HyPeR MonKeY
View full profile