ทำไมไม่ตกใจ?
ติ๊งงง...ต่องงง..!!
แว๊ก!! ไม่มีคนอยู่คร้าบบบ (คิดในใจแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป)
ตอนนั้นนั่งซ่อมโทรศัพท์บ้านอยู่ มันเป็นอะไรก็ไม่รู้เสียงดัง แกร๊ก...แกร๊ก...แกร๊ก.. อยู่ในหูตลอด ใครโทรเข้ามาเป็นต้องถามกันทุกทีว่าเสียงซ่านี่มันดังมาจากไหน “เครื่องเราหรือเครื่องเค้า”? มีเจ้าหมานอนอยู่ข้างๆ พอกริ่งหน้าบ้านดังปุ๊บ เจ้าตัวแสบก็หูผึ่งทำเสียงหงุงหงิงจะลุกไปดูปั๊บ เราก็ละมือจากเครื่องโทรศัพท์มาจับหัวเจ้าหมากดไว้เบาๆ
จุ๊...จุ๊...อย่าเอ็ดไป เงียบๆ!! (ทำเหมือนว่าถ้าเจ้าหมาลุกไปดูแล้ว คนที่มากดกริ่งจะรู้ว่าเราอยู่ในบ้านซะอย่างนั้น ไม่รู้คิดได้ยังไงเหมือนกัน)
เจ้าหมามองหน้าเราแบบงงๆเล็กน้อย แล้วก็ฟุบลงไปนอนนิ่งเหมือนเดิม แต่มีกระดิกใบหูเล็กน้อยเหมือนเงี่ยหูฟังไปด้วยว่าใครมาหน้าบ้าน หุหุ..
มีใครอยู่บ้างคะ รบกวนเวลานิดนึงค่ะ!! (น่าน..ยังไม่ละความพยายาม) เสียงผู้หญิงที่มากดออดหน้าบ้านตะโกนเรียก
จุ๊...จุ๊...เงียบๆนะเจ้าแสบ ผมทำเสียงเงียบและเบาสุดๆ (ไม่รู้ทำไมต้องทำอย่างนั้นเหมือนกัน) มือก็จับลูบหัวเจ้าตัวแสบเพื่อให้เขานอนนิ่งๆ
สักประเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงไปกดออดเรียกข้างบ้าน แล้วก็ตะโกนแบบเดียวกัน ได้ยินแว่วๆว่ามีสินค้ามาเสนอขาย เป็นพวก CD เพลงของค่ายเพลงดัง เดี๋ยวนี้ถึงขั้นต้องจ้างเซลล์มาเดินขายตามบ้านกันแล้วแฮะ ท่าทางเศรษฐกิจจะแย่เอาจริงๆ พอข้างบ้านไม่สนใจเขาก็เดินจากไป
จะว่าไปก็น่าสงสารเหมือนกันนะ แต่ว่าไม่ได้ บางทีพวกนี้กวนใจเหลือเกิน ไอ้การอยู่บ้านของเราเนี่ยเราก็ทำตัวสบายสุดๆไง จะทำตัวมอมแมมยังไงก็ได้ บางทีอาบน้ำอยู่มากดออกเรียกนึกว่าญาติมา วิ่งออกมาทั้งผ้าขนหนู ปรากฏว่ากลายเป็นเซลล์มาขายของ รบกวนเวลาส่วนตัวจริงจริ๊งเลย แล้ววันนี้ก็เหมือนกัน เพิ่งอาบน้ำเสร็จ กะว่าอยู่บ้านทำตัวสบายสุดๆคงไม่ต้องเจอะเจอใครแน่ๆ อากาศร้อนแบบนี้ก็โรยแป้งเย็นซะ ยังกับโดนัทโรยไอซ์ซิ่ง (ผงน้ำตาล) ขืนวิ่งออกไปหน้าประตูตอนนี้สิ คงไม่ใครก็ใครละกระเจิงกันไปคนละทางสองทางเพราะนึกว่า ปีศาจแป๊ะยิ้มกระโดดออกมาจากหนังผีฮากลิ้งในโรงภาพยนตร์
มีอยู่ครั้งหนึ่งเพิ่งกลับจากไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต พอถึงบ้านเปิดท้ายรถเตรียมยกของเข้าไปเก็บ (เผอิญมีของที่ต้องแช่ช่องแข็งด้วย)
พี่ครับ!! พี่ครับ..รบกวนเวลาหน่อยนะครับ (โห..ประชิดตัว!! ยืนอยู่ห่างกันไม่กี่เมตร) หันไปก็ตกใจ ระยะกระชั้นชิดจริงๆ มีแค่ประตูหน้าบ้านกั้นไว้
มีอะไรครับ?
รบกวนเวลานิดหนึ่งนะครับ แป๊บเดียวครับ..
เอ่อ..ว่าไงครับ?
พี่สบายดีมั๊ยครับ? อากาศร้อนนะครับ ช่วงนี้พี่ได้ออกไปซื้อของตามห้างสรรพสินค้าบ้างหรือเปล่าครับ และห้างที่ไปบ่อยๆนี่มีที่ไหนบ้างครับ?
ก็มีไปบ้างครับ นี่ไงเพิ่งซื้อมากำลังจะขนของเข้าบ้านเนี่ย (มือก็เกี่ยวหูถุงก๊อบแก๊บใบนึงขึ้นมาให้ดู ทำท่าทางรีบๆให้รู้ว่าอย่ากวนใจนาน จะรีบขนของ)
แล้วเป็นไงบ้างครับพี่ เดินซื้อของในห้างนี่สะดวกสบายไหมครับ ปกติไปตอนกลางวันอย่างนี้หรือครับ? (เย้ยยย..!! ชักจะเหลืออดแล้วนะ มีการชะเง้อมองในท้ายรถว่าเราซื้ออะไรมาบ้างด้วย ละลาบละล้วงความเป็นส่วนตัวนะเนี่ย)
“มีอะไรหรือเปล่าครับ? ผมขนของอยู่” แล้วก็แหวกๆดูของที่ต้องเข้าห้องแช่แข็ง ขืนชักช้าละลายหมดแน่ (ตอนนี้เริ่มทำท่าทางหงุดหงิดให้เค้าเห็นบ้างแล้วละ)
เดี๋ยวครับพี่ แป๊บเดียว ผมคุยด้วยแป๊บเดียวครับ นี่พี่เพิ่งกลับมาถึงหรือครับ?
(ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก จะทนไม่ไหวแล้วนะ)
ผมรีบนะครับ ขอตัวแล้ว แล้วก็ผมก็คว้าของต่างๆหมุบหมับๆ เดินพะรุงพะรังเข้าบ้านโดยไม่สนใจไอ้น้องนอกบ้านที่ตะโกนเรียกใหญ่ “พี่ครับ..พี่ครับ แป๊บเดียวพี่ ผมขอคุยด้วยแป๊บเดียว”
แมร่งงง..(ขอโทษครับ มันอดไม่ได้จริงๆ)
ผมเจอแบบนี้ หรือเหตุการณ์คล้ายๆแบบนี้ค่อนข้างบ่อยครับ เสียอารมณ์ เสียเวลา หรือภาษาวัยรุ่นจะบอกว่าเสียเซ้วก็ได้ ยิ่งช่วงเศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้จะยิ่งเจอครับ เหมือนว่ากลยุทธทางการตลาดของบริษัทต่างๆเริ่มเปลี่ยนไป ในเมื่อคนไม่ออกไปซื้อของเขา เขาก็มาขายให้ถึงบ้านเลย ให้มันรู้ไปว่าไม่ซื้อ แต่ขอโทษเถอะ มันเบื่อไง เศรษฐกิจประมาณนี้ ต้องประหยัดก็ละ แล้วไอ้ที่มาเย้วๆขายหน้าบ้านแต่ละอย่างเนี่ยส่วนใหญ่ก็เป็นของฟุ่มเฟือย หรือให้ซื้อหาไว้ให้คนอื่นบ้างละ เสริมเพิ่มความสะดวกในชีวิตบ้างละ คือมันไม่ใช่ของจำเป็นจริงๆที่ต้องใช้งานไง
อย่างเช่นของเล่นเด็ก “ซื้อไปฝากลูกฝากหลานฝากญาตินะคะ”
บัตรส่วนลดล้างรถราคาถูก “พี่ใช้ได้ตั้งหลายครั้งนะครับ รับรองว่าซื้อไว้ใช้แล้วคุ้มครับ”
บัตรเปลี่ยนยางรถถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ “พี่รับไว้สักใบเถอะค่ะ แล้วพี่จะเห็นว่าคุ้มค่าจริงๆ”
แล้วมีแบบไม่ซื้อแล้วมีโกรธด้วยนะ มีต่อว่าเหน็บแนมด้วย น่ารำคาญมากขอบอก ตรงนี้แหละผมถึงไม่ค่อยอยากคุยกับพวกเขา อาจไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกคนก็ได้ แต่ไอ้ที่เจอๆมาน่ะทำให้ขยาดและมองเซลล์ขายของที่มากดออดตามบ้านคล้ายๆกันไปหมด เพราะเวลาเราปฏิเสธไปมันไม่จบแค่นั้นไง ยังมีต่อว่า มีเหน็บแนม มีให้เราหาเหตุผลมาบอกว่าทำไมถึงไม่ซื้อของเค้า ผมไม่ชอบเลย
เคยถามน้องที่อยู่อเมริกาเขาบอกว่า ที่อเมริกาก็มีเหมือนกัน เซลล์ที่มากดออดขายของตามบ้านน่ะ แต่เขาค่อนข้างสุภาพ เข้ามาสาธิตมาขายกันเป็นเรื่องเป็นราวเราไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร แค่ขอให้เขาได้สาธิต ได้แนะนำสินค้าเท่านั้น ซื้อไม่ซื้อเป็นสิทธิของเราไม่ว่ากัน หรือถ้าไม่อยากให้เขาสาธิตหรือแนะนำสินค้า พูดง่ายๆคำเดียวเขาก็รู้เรื่องและจากไปโดยดีแล้ว แต่เห็นว่าผู้ซื้อเขาก็ซื้อกันจริงๆนะถ้าของดีเนี่ยเขาก็จ่ายเงินซื้อกันเป็นพันหรือเป็นหมื่นกันเลยทีเดียวจากหน้าบ้านนี่แหละมีรับบัตรเครดิตด้วยอีกต่างหาก เป็นบ้านเราหรือ ดีไม่ดีเจอ 18 มงกุฎมาหลอกเงินถึงหน้าบ้านสิไม่ว่า อย่าว่าแต่มาสาธิตเลย บางทีแค่คุยกันนิดเดียวไม่ซื้อเค้าหน่อย ก็มีบ่นไล่หลังให้เราได้ยินแล้ว ส่วนใหญ่มาในรูปตัดพ้อ ว่าของเค้าดีไม่ยอมซื้อ หรือว่ารถเราก็ต้องล้างอยู่แล้ว ใช้ของเค้าก็คุ้มไม่ยอมใช้ อะไรแบบนั้น แต่เขาไม่ได้คิดไง บางทีเราก็ล้างเอง หรือให้ทางร้านรับล้างรถล้างให้ด้วยราคาไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้ที่เขามาเสนอขายน่ะ มันน้ำยาโคตะระแพงอะไรก็ไม่รู้ขวดเป็นพัน ซึ่งรถเรามันก็มอซอมือสองอายุเป็นสิบปีจะมาขัดวาวอะไรกันนักหนาล่ะ ขายของไม่ดูสภาพรถคนซื้อเลย
หลบจากเสียงกริ่งหน้าบ้านเสร็จ โทรศัพท์มือถือดัง เบอร์ไม่คุ้นด้วยแฮะ 02-******* เบอร์จากกรุงเทพฯนี่แหละ ใครโทรมาก็ไม่รู้ พอรับปั๊บ
สวัสดีค่ะ ดิชั้นชื่อ ..... โทรมาจาก ….. จะโทรมาเสนอวิธีการออมเงินแบบพิเศษที่จะทำให้คุณมีเงินเก็บมากมายและคุ้มค่ามากๆกว่าทุกวิธีที่มีอยู่ตอนนี้เลยค่ะ มันคุ้มค่ามากๆขอเวลาอธิบายหน่อยนะคะ พอดีดิชั้นได้ข้อมูลมาว่าตลอดระยะเวลา 1 ปีมานี่คุณไม่มีแบล็คลิส (หนี้เสีย) ที่ไหนเลย ขอเวลาคุยคุยหน่อยนะคะ
เอ่อ...
ค่ะขอบคุณค่ะ คืออย่างนี้นะคะ บรา...บรา...บรา...(ไรฟะ ตูยังไม่ทันตอบตกลงว่าจะคุยด้วยเลย)
ไม่ใช่แค่เสนอบริการอย่างเดียวนะครับ มีหลอกถามข้อมูลส่วนตัวผมเป็นระยะด้วย
“ไม่ทราบตอนนี้ยังใช้บัตรเครดิตอยู่เป็นประจำทุกเดือนมั๊ยคะ”?
“ใช้บัตรเครดิตที่ไหนอยู่คะ”?
“ปกติรายรับต่อเดือนนี่เดือนละ 2 หมื่น 3 หมื่น หรือ 5 หมื่นขึ้นไปคะ”?
“ตอนนี้อายุเท่าไหร่คะ”?
แล้วก็มีหยอดด้วย
“เสียงเด๊กเด็กนะคะ”
แล้วการสนทนาก็มาจบตรงคำถามที่ว่า
“ที่ฟังมาเนี่ย ไม่ทราบว่าการออมแบบพิเศษที่ดิชั้นเสนอไปเนี่ย มันส่งผลกระทบกับรายจ่ายของคุณหรือเปล่าคะ”?
อึ้ง.. (งงกับคำถาม และรู้สึกเหมือนจะถูกรวบรัดมัดมือชกยังไงไม่รู้)
เอ่อ.. ก็ไม่นี่ครับ เพียงแต่ผมยังไม่สนใจสิ่งที่คุณเสนอมาน่ะครับ (ก็เลยตอบไปตรงๆเลย)
อะไรกันคะ!! นี่คุณเคยออมเงินแบบนี้บ้างไหม? (น้ำเสียงยั๊วะด้วย)
เคยครับ
กับบริษัทอะไรคะ แล้วการออมเป็นแบบไหน คุณได้รับเงินผลประโยชน์ปีละครั้งหรือเปล่า? (น้ำเสียงแสดงความไม่พอใจเปลี่ยนไปจากเมื่อสักครู่เลย)
อ้อ..บริษัท ..... ผมได้รับผลประโยชน์ 2 ถึง 3 ปีครั้ง (จริงๆผมไม่ตอบก็ได้ตอนนี้เริ่มหงุดหงิดแล้วด้วย เหมือนถูกกดดัน และบังคับมากไป นี่มันเรื่องส่วนตัวทั้งนั้นผมจะทำหรือไม่ทำอะไรมันก็เรื่องของผม ใครจะมาบังคับได้ยังไง)
“ดิชั้นไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมคุณไม่ตกใจ”? (อ้าว..ทำไมต้องตกใจด้วยฟะ ตรูก็ไม่ใช่คนขวัญอ่อนนี่หว่า) ในเมื่อสิ่งที่คุณได้รับอยู่จากการออมแบบอื่น มันสู้ที่ดิชั้นบอกคุณไม่ได้ แล้วทำไมคุณถึงไม่ตกใจ!!
“ดิชั้นโทรไปหาทุกคน เค้าก็ตกใจกันทั้งนั้น ยอมรับข้อเสนอนี้กันทั้งนั้น ไม่มีใครได้รับผลประโยชน์ดีๆแบบนี้จากที่อื่นหรอก แม้แต่งานมันนี่เอ็กซ์โปร์ที่ผ่านมาก็ไม่มีบริษัทไหนให้ผลประโยชน์ดีขนาดนี้หรอก ดิชั้นไม่เข้าใจคุณจริงๆ คนอื่นเค้าตกใจกันทุกคน” (ที่สุดแล้วเหมือนเซลล์คนอื่นๆแหละ พอปฏิเสธไปก็ฟาดหัวฟาดหางใส่ แต่ถ้าครั้นเราตัดบทไม่คุยด้วยตั้งแต่แรก ก็โกรธอีกนั่นแหละ หาว่าเราไม่ให้โอกาสเค้าได้อธิบาย เฮ้อ..คนเรา)
แล้วเธอก็พูดต่อ..
“สรุปว่า..คุณมีปัญหาใช่ไหมคะ ระบบการออมแบบพิเศษที่ดิฉันนำเสนอคุณไปเนี่ยมันทำให้ระบบการเงินของคุณมีปัญหาใช่ไหมคะ”? (จะมาคาดคั้นคะยั้นคะยอเอาความผิดอะไรกับผมอีกเนี่ย?)
“เปล่าครับ ไม่ได้มีปัญหาอะไรอย่างที่ผมบอกแหละครับ คือผมยังไม่สนใจ ไม่ใช่มีปัญหาครับ ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย”
แล้วเธอก็วางหูใส่ผม ทิ้งให้ผมยืนอึ้งอารมณ์เสียไปกับการรับสายโทรศัพท์ครั้งนั้น อยู่บ้านดีๆแท้ๆเลย อยู่ดีๆก็มีโทรศัพท์มากวนหูถึงในชายคาบ้าน พร้อมต้องมารับอารมณ์ของผู้หญิงคนหนึ่งที่โทรมาระเบิดอารมณ์ใส่ จนผมปรับประสาทการรับฟังแทบไม่ทัน ก็ตอนแรกเห็นพูดดีอยู่เลย แล้วท้ายที่สุดก็ยัดเยียดความโกรธขึ้งและอารมณ์ฉุนเฉียวให้ผมได้รับฟังพร้อมกับความผิดที่ผมงงอยู่พักหนึ่งหลังจากวางสายไปแล้วคือ..
“ทำไมไม่ตกใจ”?
ผู้เขียน: สิขเรศ (HyPeR MonKeY)
ภาพ: สิขเรศ (HyPeR MonKeY)
2 มิถุนายน 2551 เวลา 21.51 น.
หมายเหตุ: ต้นฉบับงานเขียนทดลอง ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ทางหน้าเว็บไซท์ อีเมล์ สื่ออินเทอร์เน็ตอื่นใด หรือสื่อสิ่งพิมพ์ชนิดอื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากผู้เขียนโดยตรง
