2008/May/11

วางแผนการตาย

 

 


ถ้ารักจะแข่งรถก็อย่าปล่อยให้ตัวเองพิการ  เพราะมันจะเดือดร้อนคนข้างหลัง  ถ้าจะตายก็ให้ตายไปเลย
..!!

 

ผมยังจำประโยคที่พี่ต่อยเจ้าของบริษัทออกแบบตกแต่งภายในพูดกับเจ้าเก่งผู้เป็นลูกน้องหลังจากพี่ต่อยรู้จากเพื่อนๆว่าเจ้าเก่งเป็นคนชอบแข่งรถ(บนถนนหลวง)เป็นชีวิตจิตใจ  ผมช็อกกับสิ่งที่ได้ยินจนต้องหันไปมองหน้าพี่ต่อยว่าเขาพูดเล่นหรือพูดจริง  แต่หน้าตาท่าทางที่ดูขึงขังจริงจังหลังกล่าวคำพูดนี้จบทำให้ทุกคนมั่นใจว่าพี่ต่อยพูดจริง  นั่นเป็นคำแนะนำที่พี่ต่อยมีให้กับเจ้าเก่งเพื่อนเดนตายคนหนึ่งของพวกเรา

 

 

นั่นคือการวางแผนการตายใช่หรือไม่?

 

 

ประโยคคำถามนี้เกิดขึ้นในหัวผมทันที  รู้สึกเหมือนกับว่าพี่ต่อยกำลังวางแผนการตายให้เจ้าเก่ง  คือถ้าใครที่รักการแข่งรถแบบผิดกฎหมายจริงๆทั้งที่รู้ว่ามีโอกาสประสบอุบัติเหตุร้ายแรงได้ทุกเมื่อแล้วละก็  แสดงว่าคนๆนั้นจะต้องกล้าเสี่ยงที่จะบาดเจ็บสาหัสหรือ “ตาย”

 

 

ผมไม่อยากเสียเวลามาถามถึงสาเหตุการชอบแข่งรถของเจ้าเก่งเพราะคงไม่ได้เหตุผลอะไรมาไขข้อข้องใจนี้ได้  จะได้ก็คงแต่เพียงคำตอบว่า “สะใจ” หรือ “ท้าทายดี” อะไรทำนองนั้น  ผมว่ามันไร้สาระสิ้นดี  แต่จะทำอะไรได้  คงมีแต่คนด่าว่าหรือไม่ก็สาปแช่งคนพวกนี้  แต่ถ้าบังเอิญคนเหล่านั้นมาเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครอบครัว  คนในบ้าน  เพื่อนสนิทมิตรสหาย  หรือเพื่อนร่วมงานของคุณ  คุณจะรู้เลยว่าพูดอะไรไปก็เหมือนจะไม่เข้าหูพวกเขาเท่าไหร่  เรียกว่าจะพูดยังไงก็พูดไปแต่ไอ้เรื่องจะเปลี่ยน  หรือจะห้ามไม่ได้ทำนั้นคงยาก  เพราะถึงเขารับปากว่าจะไม่ทำ  พอลับหลังเขาก็ไปแอบทำอยู่ดี  เรื่องแบบนี้ไม่เจอเข้ากับตัวเองประเภทว่าเป็นคนรู้จักหรือคนใกล้ชิดกันก็คงไม่เข้าใจหรอก

 

 

จนครั้งหนึ่ง  เจ้าเก่งก็ต้องประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งรถจนขาหักต้องเข้าไปนอนดามเฝือกอยู่ในโรงพยาบาลหลายวัน  รู้ไหมครับใครเป็นคนพาเจ้าเก่งไปโรงพยาบาล?

 

 

“รถปอเต็กตึ๊ง” หรือรถฉุกเฉินที่เขาใช้ขนศพเวลาเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนนั่นแหละครับ  หลังประสบอุบัติเหตุเจ้าเก่งเล่าให้ฟังว่า  ในการแข่งครั้งนั้นเดิมพันกันด้วยรถจักรยานยนตร์ของผู้แข่ง  เรียกว่าถ้าใครแพ้ต้องเสียรถจักรยานยนตร์ให้กับผู้ชนะ  กฎมีอยู่ว่ารถทั้งสองคันจะต้องมีคนซ้อนท้ายหนึ่งคน  ซึ่งมักจะเป็นเพื่อนตัวเล็กๆที่มีน้ำหนักเบา  หรือไม่ก็เป็นแฟนสาวของคนขับรถนั่นแหละ(สมัยนี้เรียกเด็กซ้อนหรือเด็กสก๊อยและเรียกคนขับรถว่าเด็กแว้นท์ซึ่งเป็นภาษาแสลง)

 

 

เจ้าเก่งบอกว่าในการแข่งครั้งนั้นรถของเขาแรงกว่าและกำลังจะชนะ  พอคู่แข่งรู้ว่าตัวเองจะแพ้และต้องสูญเสียรถแน่แล้ว  ก็พยายามเร่งสปีดขึ้นมาประกบให้ใกล้ที่สุดและให้คนซ้อนท้ายถีบรถของเจ้าเก่งจนเสียหลักพุ่งลงไปข้างทาง  นั่นคือสาเหตุของอุบัติเหตุที่ทำเอาเจ้าเก่งบาดเจ็บถึงขั้นขาหักในครั้งนี้  ส่วนคนซ้อนท้ายก็กระดูกข้อมือหักและก็มีบาดแผลทั่วตัวเลย  ส่วนคู่แข่งก็เผ่นแน่บสิครับ  ใครจะยอมเสียรถจักรยานยนตร์ของตัวเองง่ายๆล่ะ  นั่นก็คือสัจ(อธรรม)ในการแข่งรถของเด็กแว้นท์เมื่อสิบกว่าปีก่อน

 

 

เรื่องการแข่งรถของเจ้าเก่งในครั้งนั้นจึงแดงขึ้นมาเพราะญาติโกโหติกาของเจ้าเก่งต้องไปเยี่ยมกันที่โรงพยาบาลเต็มไปหมด  ร้อนถึงแฟนของเขาซึ่งอยู่ต่างจังหวัด  ซึ่งก็ขาดการติดต่อกับเจ้าเก่งไปนานนับเดือน(ตอนนั้นพวกเขาทั้งคู่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือกัน)  จะส่งข่าวอะไรกันบ้างก็ต่อเมื่อเจ้าเก่งไปแลกเหรียญหยอดตู้สาธารณะโทรไปหาแฟน  แต่ในครั้งนี้เขาไม่กล้าเล่าให้แฟนฟังว่าตัวเองโดนที่บ้านห้ามแข่งรถแต่ก็พอคนในบ้านนอนหลับกันหมดก็แอบเข็นรถจักรยานยนตร์ออกไปนอกบ้านแล้วค่อยไปสตาร์ทรถไกลๆไม่ให้คนในบ้านได้ยินเสียง  แล้วก็ออกไปแข่งจนเกิดเรื่องขึ้นมา 

 

 

เรียกว่าครั้งนี้อุบเงียบจนแฟนร้อนใจนึกว่าเจ้าเก่งนอกใจเรียกว่าไม่เป็นอันกินอันนอนกันเลย  แต่แล้วสุดท้ายก็ต้องยอมบอกความจริง  ก็จะไม่บอกได้ยังไงล่ะ  ต้องเลือกเอาละว่าจะมีเรื่องกันเพราะเรื่องนอกใจไปมีผู้หญิงอื่นหรือเรื่องแอบไปแข่งรถ  ผู้ชายร้อยทั้งร้อยต้องเลือกมีเรื่องที่ออกไปแข่งรถนะผมว่า  เพราะถ้าเป็นเรื่องผู้หญิงนี่คอขาดบาดตายเชียวนะจะบอกให้

 

 

สุดท้ายแฟนก็ยื่นคำขาดว่า  ให้เลิกแข่งรถโดยเด็ดขาดถ้าไม่อย่างนั้นมีเลิกกับเธอแน่  หรือถ้าจะไปแข่งจริงๆเธอจะต้องนั่งเป็นคนซ้อนท้ายในขณะแข่งด้วย!!

 

 

เอาละสิ  เจอไม้นี้เข้าไป.. ก็เธอไม่ใช่เด็กซ้อนหรือเด็กสก๊อยนี่นา  อย่านึกนะว่าพวกเด็กแว้นท์ที่แข่งรถจะได้รับความยินยอมจากแฟนตัวเองเสมอไป  เพราะสาวบางคนเขาก็ไม่เอาชีวิตไปเสียงกับเรื่องโง่ๆแบบนี้หรอก  เพียงแต่เธอยังไม่สามารถตัดใจจากเจ้าหนุ่มนักแข่งได้เท่านั้นเอง  หรือไม่ก็ยังไม่มีหนุ่มคนใหม่ที่ดีกว่า  ขี่รถเก๋งหรูหรามารับแทนเธอก็คงจะเลือกไปมากกว่าอยู่  ไม่มีใครอยากอยู่กับผู้ชายเห่ยๆที่ดีแต่ทำเรื่องแย่ๆหรอกว่าไหม

 

 

แต่เมื่อไม่มีทางเลือกเธอก็เลยยื่นคำขาดไปแบบนั้น!!

 

 

ไม่น่าเชื่อว่าได้ผลเสียด้วย  ปรากฏว่าจากนั้นเป็นต้นมาเจ้าเก่งไม่แข่งรถอีกเลย  ไม่ใช่เพราะเข็ดจากอาการบาดเจ็บจนขาหัก  แต่เพราะกลัวแฟนทิ้งต่างหาก

 

 

แต่ก็น่าดีใจที่มันรักจริง  เพราะเพียงแค่แฟนบอกจะซ้อนรถไปด้วยในขณะแข่งมันก็ห่วงแฟนจนไม่ยอมแข่งแล้ว  นี่ถ้าเป็นผู้ชายบางคนที่ไม่ค่อยมีความรับผิดชอบหรือไม่ได้รักได้ห่วงจริงจังอะไรสงสัยว่าคงปล่อยให้แฟนตัวเองซ้อนรถจะเจ็บจะตายยังไงมันก็คงไม่สนใจ

 

 

อุทาหรณ์สอนใจเมื่อสิบกว่าปีก่อนยังใช้ได้ดีมาตลอด  ถึงผมจะไม่เคยไปแข่งรถอะไรกับใครเขาแต่ก็พร่ำบอกและเตือนทุกคนที่รู้จักที่รักการแข่งรถว่าชีวิตเสี่ยงๆแบบนี้เราเลือกที่จะเสี่ยงและเลือกที่จะแลกกับผลที่ตามมาหรือไม่  ถ้าจะคิดก็ต้องคิดให้สุดทาง  ไม่ใช่คิดแค่ว่า “แพ้” หรือ “ชนะ” แต่ต้องคิดไปถึงว่า “บาดเจ็บสาหัสถึงขั้นเป็นอัมพาต” หรือ “ตาย” ด้วย

 

 

และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มคิดและมองการ “วางแผนการตาย” ว่าเป็นเรื่องธรรมดา  ไม่ใช่เฉพาะผมเท่านั้นที่คิดถึงเรื่องแบบนี้  เพราะเคยได้พูดคุยกับพี่สาวคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่พี่สาวแท้ๆนะครับ  แต่เป็นพี่ที่รู้จักกันจากที่ทำงานเก่าชื่อว่าพี่นันท์  พี่นันท์เคยถามผมว่าถ้าวันหนึ่งผมมีอันต้องเป็นมะเร็งและต้องทำคีโมผมจะทำไหม  ผมไม่ค่อยเข้าใจนักว่าการทำคีโมคืออะไร  อาจเป็นการฉายแสงอะไรสักอย่างเพื่อการักษามัง  ผมตอบไปว่าก็ต้องดูว่ามันแพงมากไหม  ถ้าต้องใช้เงินเป็นแสนหรือเป็นล้าน  หรือจะหลายแสนหลายล้านก็ตามทีผมคิดว่าผมยอมตายดีกว่า  เพราะการตายของมนุษย์ถือเป็นเรื่องสุดแสนธรรมดามากในสายตาผม  เพราะมนุษย์สมัยก่อนก็ไม่ได้มีการรักษาอะไรที่จะต้องใช้เงินเป็นแสนเป็นล้าน  ถ้าป่วยก็รักษาด้วยยา  ด้วยสมุนไพร  หรือภูมิปัญญาชาวบ้านซึ่งราคาไม่แพงมากมายนัก  บางรายรักษาให้กันฟรีด้วยซ้ำ  แต่เดียวนี้ต่อให้ขายบ้าน  ขายรถจนหมดตัวแล้วก็ยังสู้ค่ารักษาไม่ไหว

 

 

คนสมัยก่อน  เมื่อรักษาเต็มที่เท่าที่จะทำได้แล้วไม่หาย  เรียกว่าหมอช่วยอย่างสุดความสามารถแล้วก็ยังช่วยไม่ได้  ก็จะต้องยอมรับในการตายที่จะเกิดขึ้น  เหมือนกับสมัยนี้ใครมีเงินก็ทุ่มทุนรักษากันเข้าไป  บางรายจ่ายๆไปเป็นสิบล้านเพื่อจะยื้อชีวิตไว้ให้นานที่สุดก่อนที่จะตาย(อยู่ดี)  พี่นันท์พูดกับผมว่า  “จ่ายเงินหลายแสนหรือเป็นล้านเพื่อยื้อชีวิตไว้อีก 6 เดือน  แล้วสุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี”

 

 

.........

พี่นันท์พูดทิ้งประโยคนั้นไว้ให้ผมคิด  โดยไม่ได้ตอบว่าตัวพี่นันท์เองคิดอย่างไรกับเรื่องนี้  แต่ผมก็ได้พูดคุยกับพี่นันท์ต่อถึงข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้  มีบางประเทศได้ออกกฎหมายอนุญาตให้คนไข้สามารถเซ็นหนังสือยินยอมให้แพทย์ปล่อยให้ตัวเองตายได้  ในกรณีที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการรักษาแล้วไม่หายเสียที

 

 

เท่ากับว่าตอนนี้มีบางประเทศอนุญาตให้คนเราสามารถอนุมัติให้ตัวเองตายได้อย่างถูกกฎหมายกันแล้ว  แต่นั่นหมายถึงว่าต้องตกอยู่ในสภาวะที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  และต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคร้ายที่รุมเร้าอย่างไม่มีทางรักษาอยู่ด้วย  เรียกว่ารักษาไป  ยื้อไปก็รังแต่จะทุกข์ทรมาน  ขอฉันไปแบบสงบดีกว่า  อย่าเที่ยวเอาสายยางสายนู่นสายนี่มาระโยงระยางเข้าไปในร่างกายฉันเลย

 

 

ผมคิดในทางเดียวกันว่า  หากต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลจนหมดตัวด้วยเงินที่หามาเก็บมาทั้งชีวิตเพื่อแลกกับไม่กี่สัปดาห์  หรือไม่กี่เดือนที่จะยื้อชีวิตไว้อย่างทุกข์ทรมานละก็  เอาเงินเหล่านั้นเก็บไว้ให้คนในครอบครัวได้ใช้ประโยชน์กันดีกว่า  เพราะยังไงก็ตายอยู่ดี  หรือแม้ถ้ายังดื้อดึงที่จะยื้อต่อไปแต่ต้องไปเอาเงินพ่อแม่  พี่น้อง  ญาติสนิทมิตรสหายมารวมกับนับล้านบาทเพื่อยื้อชีวิตให้ตายช้าลงละก็  เก็บเงินส่วนนั้นไว้ให้คนที่ยังมีโอกาสมีชีวิตรอดไว้ใช้ในยามฉุกเฉินจำเป็นดีกว่า

 

 

ความคิดแบบนี้ทำให้หลายคนตะลึงและตกอกตกใจ  ในขณะที่หลายคนรู้สึกเฉยๆและทำความเข้าใจได้ง่ายเพราะมันก็มีเหตุมีผลเพียงพอที่จะทำให้คนบางคนเห็นด้วย  ไม่อย่างนั้นคงไม่เป็นที่ถกเถียงกันมาตลอดว่าแนวคิดแบบนี้มันถูกต้องเหมาะสมหรือขัดกับศีลธรรมหรือไม่  โดยเฉพาะเมืองไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธ  อย่างไรก็ต้องช่วยอย่างสุดความสามารถ  จะสูญเสียอะไรเท่าไรก็ยอม  จะปล่อยให้ตายไม่ได้  ซึ่งนั่นหมายความว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดแบบนี้ก็มีมากเช่นกัน 

 

 

วันก่อนพูดให้แม่ฟังเรื่องนี้  แม่ตกใจมาก  สังเกตเห็นได้จากแววตาเลยทีเดียว  แม่บอกว่าจะยังไงก็ไม่มีใครปล่อยให้ตายหรอก  คนมันเคยๆเห็นหน้ากันอยู่จะปล่อยให้ตายไปได้ยังไง  มันก็ต้องรักษากันจนสุดความสามารถแหละ..

 

 

ผมได้บอกทั้งแม่และกับพี่นันท์ไปเหมือนกันว่า  ผมมีความคิดจะเขียนเป็นพินัยกรรมไว้ว่าหากเมื่อใดก็ตามที่ผมตกอยู่ในภาวะที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย  จะด้วยอุบัติเหตุร้ายแรงหรืออะไรก็ตามที่ทำให้เป็นอัมพาตหรือกลายเป็นเจ้าชายนิทราที่ต้องให้คนอื่นมาคอยดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำ  พูดไม่ได้  ขยับตัวไม่ได้  ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  ค่อยละลายเงินของคนรอบตัวไปวันๆละก็  ผมจะทำจดหมายเตรียมไว้  เหมือนเป็นพินัยกรรมที่ได้รับความยินยอมจากผม  แม้กฎหมายเมืองไทยจะยังไม่ยอมรับ  แต่ผมจะทำไว้เองล่วงหน้าโดยจะเขียนใส่กระดาษพร้อมลงลายมือชื่อเป็นลายลักษณ์อักษรไว้  พร้อมทั้งอาจจะอัดเป็นวีดีโอภาพเคลื่อนไหวที่พูดด้วยเสียงของตนเองบันทึกลงแผ่น CD ไว้ด้วย  ว่าเมื่อถึงวันนั้น  เวลานั้นของผม  ขอจงปล่อยให้ผมไป  อย่าได้ทุกข์ใจเลย  ผมยินยอมที่จะไปอย่างสบายใจ  และไม่ต้องการให้เดือนร้อนคนอื่น  จงยิ้มและสัญญาว่าจะอยู่อย่างดีและใช้ชีวิตอย่างมีค่าที่สุด  อย่าสูญเสียในสิ่งที่ไม่ควรต้องสูญเสีย  จงอยู่เพื่อคนข้างหลัง  และจงอยู่ให้มีค่าที่สุดจนนาทีสุดท้ายของตนเอง

 

 

เมื่อถึงวันนั้น  จะมีจดหมายฉบับหนึ่งกับ VCD หนึ่งแผ่นอยู่ด้วยกันในลิ้นชักโต๊ะทำงานของผม  อย่าลืมค้นหา  และใช้มัน..

 

 

ผู้เขียน: สิขเรศ  เอี่ยมประชา

ภาพ: สิขเรศ  เอี่ยมประชา

11 พฤษภาคม 2551 เวลา 14.34 น.

 

 

หมายเหตุ: สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์  ห้ามคัดลอก  ดัดแปลง  หรือนำไปเผยแพร่ในหน้าเว็บไซท์  อีเมล์  สื่ออินเทอร์เน็ตอื่นใด  หรือสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิดโดยมิได้ขออนุญาตจากผู้เขียนโดยตรง

 

 

หากต้องการติดต่อผู้เขียน  สามารถติดต่อได้ที่:

สิขเรศ 081-4207078 หรือ  e-mail: hypermonkey2002@hotmail.com

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ง่า...แม่มดเชื่อว่าเกือบทุกคนถ้าสามารถวางแผนการตายได้ คงไม่มีใครอยากตายทรมานค่ะ

โดยเฉพาะการตายด้วยโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้...

ป.ล. อ่านเรื่องของคนชื่อเก่งแล้วยังแอบดีใจด้วย ที่เค้ายอมเลิกแข่งรถ แม่มดไม่ได้มองว่ามันเป็นอะไรที่แย่มากๆ เพียงแต่มันเป็นกิจกรรมที่เสี่ยงต่อชีวิตจิงๆค่ะ

ถ้าหากเขาเป็นอะไรขึ้นมา คงมีอีกหลายคนที่รักเขาเสียใจ
#1  by  *~ แม่มด ~* At 2008-05-11 16:06, 
อ่า...แม่มดลืมเอาดาวมาให้งับ อ่านแล้วแม่มดรุสึกปลงจัง ละก็เห็นด้วยนะ...ถ้าหากว่าป่วยหนักไม่อยากให้ยื้อ ถ้าเปงแม่มด แม่มดก็ไม่อยากให้เปงภาระใคร ละก็ไม่อยากให้ใครมาเดือดร้อนด้วยเลย

ใช้ชีวิตอยู่เพื่อคนข้างหลัง...ให้ดีที่สุด...จะพยายามทำบ้างนะคะ Hot! Hot! Hot!
#2  by  *~ แม่มด ~* At 2008-05-11 16:09, 
big smile ดีจังครบั ที่มีคนอ่านแล้วเข้าใจกับเรื่องราว จริงๆบางทีการเขียนอะไรเผื่อไว้สำหรับอนาคตบ้างถือเป็นสิ่งที่ดีนะครับ ถึงจะไม่ได้เขียนถึงการตาย แต่เขียนถึงทรัพย์สินมีค่าของเราที่คนอื่นไม่รู้ เอานู่นนี่ไว้ตรงไหน ถ้าอยู่ดีๆเราเป็นอะไรไป คนที่เรารักก็จะได้หาของเหล่านั้นได้เจอ ได้ใช้ประโยชน์กับมันว่าไหมครับ big smile
#3  by  HyPeR MonKeY At 2008-05-11 23:11, 
มันก็ยากจะพูดนะ...
ลองคิดว่าแม่เราป่วยหนัก ถึงแม่จะบอกว่า
ไม่ต้องเปลืองเงินเปลืองทองกับแม่หรอก ยังไงคนเราก็ต้องตาย
...แต่เราจะปล่อยให้แม่ตายไหม...
ต่อให้แม่พูดคุยไม่ได้แล้ว นอนกระพริบตาไปวันๆ
เราจะทุ่มเงินรักษาหวังให้แม่กลับมาพูดได้อีกครั้งไหม...
#4  by  rasia ปลาทองนอกอ่าง At 2008-05-12 00:12, 
จริงครับ เป็นอย่างนั้นจริงๆ นั่นคือมุมมองปกติที่เราต้องเข้าใจในสองด้านของเหรียญ และสองด้านของจิตใจ ซึ่งเป็นอย่างนั้นจริงๆ confused smile
#5  by  HyPeR MonKeY At 2008-05-12 12:02, 
เห็นด้วยโดยสิ้นเชิงครับbig smile
#6  by  หมอเทวะจ้าวปฐพี (125.25.188.27) At 2008-05-18 14:25, 
อะครับ big smile
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ
#7  by  HyPeR MonKeY At 2008-05-20 12:12, 
"โดยเฉพาะเมืองไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธ อย่างไรก็ต้องช่วยอย่างสุดความสามารถ จะสูญเสียอะไรเท่าไรก็ยอม จะปล่อยให้ตายไม่ได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดแบบนี้ก็มีมากเช่นกัน"

เมืองอื่นไม่เป็นแบบนี้หรือคะ
มีเรื่องในพุทธประวัติที่มีหญิงอุ้มลูกน้อยที่ป่วยตายมาขอร้องให้พระพุทธเจ้าช่วย แต่พระพุทธเจ้าสอนไม่ได้ทรงสอนให้เรายื้อชีวิตนี่คะ อันนี้น่าจะเป็นเรื่องธรรมดาของคนทั่วไป ไม่เจาะจงว่าเป็นคนพุทธ หรือ เมืองพุทธนะคะ

พอดีเข้ามาอ่านเรื่องนางเงือก แล้วติดใจบทความของคุณเลยอ่านเจอบทความนี้ เลยอยากจะเสนอแนวคิดไว้ค่ะ ถ้าหากคุณมองไม่เข้าท่า ก็ขออภัยไว้ด้วยนะคะแต่สำหรับดิฉัน รู้สึก...กับประโยคด้านบนนี้จริงๆ ค่ะ

#8  by  กุ้ยช่าย (58.8.235.150) At 2008-06-17 22:31, 
คุณ "กุ้ยช่าย" ผมชอบความคิดเห็นของคุณนะ ไม่ใช่ว่าไม่เข้าท่า แต่มันให้อะไรได้เยอะดี ผมก็ได้แง่มุมที่หลากหลายดีนะ จากการที่คุณมา Comment เนี่ย ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะครับ confused smile
#9  by  HyPeR MonKeY At 2008-06-17 23:34, 
เคยคุยกับแม่ แม่จะพูดบ่อยมากๆ ว่าถ้าท่านต้องนอนรักษาตัว ทำอะไรไม่ได้แล้ว ท่านจะบอกให้หมอถอดสายเอง หรือถึงขนาดจะพยายามดึงสายออกเองซะเลย (พยายามจริงๆ ) คนเป็นลูกตอนที่ฟังแม่พูดก็คิดในใจว่า "แหมตัวเองเค้าไม่ยอมหรอก ยังไงก็จะรักษาตัวเองให้ถึงที่สุดแหละ"
ในทางกลับกัน ถ้าเป็นตัวเราเองล่ะ ถ้าเราต้องอยู่ในสภาพที่เยียวยาไม่ได้แล้ว เงินทองที่มีต้องมาละลายกับการรักษาเรา ต้องกลายเป็นภาระของคนอื่น ขอจากไปเสียดีกว่า
มันยากเหลือเกินที่ปล่อยให้คนที่เรารักจากไป และง่ายเหลือเกินที่เราจะขอจากไป เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระให้กับคนที่เรารัก "รั้งไว้ก็เพราะรัก...ขอจากไปก็เพราะรัก" ถ้าถึงเวลานั้นเหตุผลและสิ่งที่ควรทำที่สุดคงจะทำหน้าที่เป็นตัวตัดสินเองมั้งคะ แต่ที่เหนืออื่นใด ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ขอให้ทุกคนมีคนที่รักอยู่เคียงข้าง และได้จากไปพร้อมความรู้สึกเป็นสุข อย่าให้มีใครต้องเดียวดาย แล้วต้องจากไปพร้อมความเศร้าเลย ดูแลคนที่เรารักเสียแต่วันนี้ดีกว่าเนาะ อนาคตก็ให้เป็นเรื่องของอนาคตดีกว่า ^^
โอ๊ะ!! ที่แน่ๆ ขอให้คนเขียนแข็งแรงๆ จะได้เขียนเรื่องดีๆ ให้ได้อ่านไปนานๆ นะคะ โลกนี้จำเป็นต้องมีคนแบบพี่นะขอรับ เย้!
#10  by  Anda (202.5.87.154) At 2008-06-19 01:17, 
สไตล์การเขียนของคุณ "Anda" อ่านแล้วซาบซึ้ง อ่านแล้วได้คิด อ่านแล้วคล้อยตาม เหมือนคารมณ์ของนักอ่านหนังสือที่ชอบอ่านเป็นชีวิตจิตใจ ดีไม่ดีอาจจะเป็นคนที่ชอบเขียนด้วย เพราะมันเป็นอารมณ์การถ่ายทอดแบบนักเขียน รู้สึกชื่นชมในความคิดและการถ่ายทอดของคุณ Anda นะครับ

และก็ขอขอบคุณสำหรรับกำลังใจด้วยครับ confused smile
#11  by  HyPeR MonKeY At 2008-06-20 12:29, 

<< Home


HyPeR MonKeY
View full profile