วางแผนการตาย
ถ้ารักจะแข่งรถก็อย่าปล่อยให้ตัวเองพิการ เพราะมันจะเดือดร้อนคนข้างหลัง ถ้าจะตายก็ให้ตายไปเลย..!!
ผมยังจำประโยคที่พี่ต่อยเจ้าของบริษัทออกแบบตกแต่งภายในพูดกับเจ้าเก่งผู้เป็นลูกน้องหลังจากพี่ต่อยรู้จากเพื่อนๆว่าเจ้าเก่งเป็นคนชอบแข่งรถ(บนถนนหลวง)เป็นชีวิตจิตใจ ผมช็อกกับสิ่งที่ได้ยินจนต้องหันไปมองหน้าพี่ต่อยว่าเขาพูดเล่นหรือพูดจริง แต่หน้าตาท่าทางที่ดูขึงขังจริงจังหลังกล่าวคำพูดนี้จบทำให้ทุกคนมั่นใจว่าพี่ต่อยพูดจริง นั่นเป็นคำแนะนำที่พี่ต่อยมีให้กับเจ้าเก่งเพื่อนเดนตายคนหนึ่งของพวกเรา
นั่นคือการวางแผนการตายใช่หรือไม่?
ประโยคคำถามนี้เกิดขึ้นในหัวผมทันที รู้สึกเหมือนกับว่าพี่ต่อยกำลังวางแผนการตายให้เจ้าเก่ง คือถ้าใครที่รักการแข่งรถแบบผิดกฎหมายจริงๆทั้งที่รู้ว่ามีโอกาสประสบอุบัติเหตุร้ายแรงได้ทุกเมื่อแล้วละก็ แสดงว่าคนๆนั้นจะต้องกล้าเสี่ยงที่จะบาดเจ็บสาหัสหรือ “ตาย”
ผมไม่อยากเสียเวลามาถามถึงสาเหตุการชอบแข่งรถของเจ้าเก่งเพราะคงไม่ได้เหตุผลอะไรมาไขข้อข้องใจนี้ได้ จะได้ก็คงแต่เพียงคำตอบว่า “สะใจ” หรือ “ท้าทายดี” อะไรทำนองนั้น ผมว่ามันไร้สาระสิ้นดี แต่จะทำอะไรได้ คงมีแต่คนด่าว่าหรือไม่ก็สาปแช่งคนพวกนี้ แต่ถ้าบังเอิญคนเหล่านั้นมาเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครอบครัว คนในบ้าน เพื่อนสนิทมิตรสหาย หรือเพื่อนร่วมงานของคุณ คุณจะรู้เลยว่าพูดอะไรไปก็เหมือนจะไม่เข้าหูพวกเขาเท่าไหร่ เรียกว่าจะพูดยังไงก็พูดไปแต่ไอ้เรื่องจะเปลี่ยน หรือจะห้ามไม่ได้ทำนั้นคงยาก เพราะถึงเขารับปากว่าจะไม่ทำ พอลับหลังเขาก็ไปแอบทำอยู่ดี เรื่องแบบนี้ไม่เจอเข้ากับตัวเองประเภทว่าเป็นคนรู้จักหรือคนใกล้ชิดกันก็คงไม่เข้าใจหรอก
จนครั้งหนึ่ง เจ้าเก่งก็ต้องประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งรถจนขาหักต้องเข้าไปนอนดามเฝือกอยู่ในโรงพยาบาลหลายวัน รู้ไหมครับใครเป็นคนพาเจ้าเก่งไปโรงพยาบาล?
“รถปอเต็กตึ๊ง” หรือรถฉุกเฉินที่เขาใช้ขนศพเวลาเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนนั่นแหละครับ หลังประสบอุบัติเหตุเจ้าเก่งเล่าให้ฟังว่า ในการแข่งครั้งนั้นเดิมพันกันด้วยรถจักรยานยนตร์ของผู้แข่ง เรียกว่าถ้าใครแพ้ต้องเสียรถจักรยานยนตร์ให้กับผู้ชนะ กฎมีอยู่ว่ารถทั้งสองคันจะต้องมีคนซ้อนท้ายหนึ่งคน ซึ่งมักจะเป็นเพื่อนตัวเล็กๆที่มีน้ำหนักเบา หรือไม่ก็เป็นแฟนสาวของคนขับรถนั่นแหละ(สมัยนี้เรียกเด็กซ้อนหรือเด็กสก๊อยและเรียกคนขับรถว่าเด็กแว้นท์ซึ่งเป็นภาษาแสลง)
เจ้าเก่งบอกว่าในการแข่งครั้งนั้นรถของเขาแรงกว่าและกำลังจะชนะ พอคู่แข่งรู้ว่าตัวเองจะแพ้และต้องสูญเสียรถแน่แล้ว ก็พยายามเร่งสปีดขึ้นมาประกบให้ใกล้ที่สุดและให้คนซ้อนท้ายถีบรถของเจ้าเก่งจนเสียหลักพุ่งลงไปข้างทาง นั่นคือสาเหตุของอุบัติเหตุที่ทำเอาเจ้าเก่งบาดเจ็บถึงขั้นขาหักในครั้งนี้ ส่วนคนซ้อนท้ายก็กระดูกข้อมือหักและก็มีบาดแผลทั่วตัวเลย ส่วนคู่แข่งก็เผ่นแน่บสิครับ ใครจะยอมเสียรถจักรยานยนตร์ของตัวเองง่ายๆล่ะ นั่นก็คือสัจ(อธรรม)ในการแข่งรถของเด็กแว้นท์เมื่อสิบกว่าปีก่อน
เรื่องการแข่งรถของเจ้าเก่งในครั้งนั้นจึงแดงขึ้นมาเพราะญาติโกโหติกาของเจ้าเก่งต้องไปเยี่ยมกันที่โรงพยาบาลเต็มไปหมด ร้อนถึงแฟนของเขาซึ่งอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งก็ขาดการติดต่อกับเจ้าเก่งไปนานนับเดือน(ตอนนั้นพวกเขาทั้งคู่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือกัน) จะส่งข่าวอะไรกันบ้างก็ต่อเมื่อเจ้าเก่งไปแลกเหรียญหยอดตู้สาธารณะโทรไปหาแฟน แต่ในครั้งนี้เขาไม่กล้าเล่าให้แฟนฟังว่าตัวเองโดนที่บ้านห้ามแข่งรถแต่ก็พอคนในบ้านนอนหลับกันหมดก็แอบเข็นรถจักรยานยนตร์ออกไปนอกบ้านแล้วค่อยไปสตาร์ทรถไกลๆไม่ให้คนในบ้านได้ยินเสียง แล้วก็ออกไปแข่งจนเกิดเรื่องขึ้นมา
เรียกว่าครั้งนี้อุบเงียบจนแฟนร้อนใจนึกว่าเจ้าเก่งนอกใจเรียกว่าไม่เป็นอันกินอันนอนกันเลย แต่แล้วสุดท้ายก็ต้องยอมบอกความจริง ก็จะไม่บอกได้ยังไงล่ะ ต้องเลือกเอาละว่าจะมีเรื่องกันเพราะเรื่องนอกใจไปมีผู้หญิงอื่นหรือเรื่องแอบไปแข่งรถ ผู้ชายร้อยทั้งร้อยต้องเลือกมีเรื่องที่ออกไปแข่งรถนะผมว่า เพราะถ้าเป็นเรื่องผู้หญิงนี่คอขาดบาดตายเชียวนะจะบอกให้
สุดท้ายแฟนก็ยื่นคำขาดว่า ให้เลิกแข่งรถโดยเด็ดขาดถ้าไม่อย่างนั้นมีเลิกกับเธอแน่ หรือถ้าจะไปแข่งจริงๆเธอจะต้องนั่งเป็นคนซ้อนท้ายในขณะแข่งด้วย!!
เอาละสิ เจอไม้นี้เข้าไป.. ก็เธอไม่ใช่เด็กซ้อนหรือเด็กสก๊อยนี่นา อย่านึกนะว่าพวกเด็กแว้นท์ที่แข่งรถจะได้รับความยินยอมจากแฟนตัวเองเสมอไป เพราะสาวบางคนเขาก็ไม่เอาชีวิตไปเสียงกับเรื่องโง่ๆแบบนี้หรอก เพียงแต่เธอยังไม่สามารถตัดใจจากเจ้าหนุ่มนักแข่งได้เท่านั้นเอง หรือไม่ก็ยังไม่มีหนุ่มคนใหม่ที่ดีกว่า ขี่รถเก๋งหรูหรามารับแทนเธอก็คงจะเลือกไปมากกว่าอยู่ ไม่มีใครอยากอยู่กับผู้ชายเห่ยๆที่ดีแต่ทำเรื่องแย่ๆหรอกว่าไหม
แต่เมื่อไม่มีทางเลือกเธอก็เลยยื่นคำขาดไปแบบนั้น!!
ไม่น่าเชื่อว่าได้ผลเสียด้วย ปรากฏว่าจากนั้นเป็นต้นมาเจ้าเก่งไม่แข่งรถอีกเลย ไม่ใช่เพราะเข็ดจากอาการบาดเจ็บจนขาหัก แต่เพราะกลัวแฟนทิ้งต่างหาก
แต่ก็น่าดีใจที่มันรักจริง เพราะเพียงแค่แฟนบอกจะซ้อนรถไปด้วยในขณะแข่งมันก็ห่วงแฟนจนไม่ยอมแข่งแล้ว นี่ถ้าเป็นผู้ชายบางคนที่ไม่ค่อยมีความรับผิดชอบหรือไม่ได้รักได้ห่วงจริงจังอะไรสงสัยว่าคงปล่อยให้แฟนตัวเองซ้อนรถจะเจ็บจะตายยังไงมันก็คงไม่สนใจ
อุทาหรณ์สอนใจเมื่อสิบกว่าปีก่อนยังใช้ได้ดีมาตลอด ถึงผมจะไม่เคยไปแข่งรถอะไรกับใครเขาแต่ก็พร่ำบอกและเตือนทุกคนที่รู้จักที่รักการแข่งรถว่าชีวิตเสี่ยงๆแบบนี้เราเลือกที่จะเสี่ยงและเลือกที่จะแลกกับผลที่ตามมาหรือไม่ ถ้าจะคิดก็ต้องคิดให้สุดทาง ไม่ใช่คิดแค่ว่า “แพ้” หรือ “ชนะ” แต่ต้องคิดไปถึงว่า “บาดเจ็บสาหัสถึงขั้นเป็นอัมพาต” หรือ “ตาย” ด้วย
และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มคิดและมองการ “วางแผนการตาย” ว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เฉพาะผมเท่านั้นที่คิดถึงเรื่องแบบนี้ เพราะเคยได้พูดคุยกับพี่สาวคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่พี่สาวแท้ๆนะครับ แต่เป็นพี่ที่รู้จักกันจากที่ทำงานเก่าชื่อว่าพี่นันท์ พี่นันท์เคยถามผมว่าถ้าวันหนึ่งผมมีอันต้องเป็นมะเร็งและต้องทำคีโมผมจะทำไหม ผมไม่ค่อยเข้าใจนักว่าการทำคีโมคืออะไร อาจเป็นการฉายแสงอะไรสักอย่างเพื่อการักษามัง ผมตอบไปว่าก็ต้องดูว่ามันแพงมากไหม ถ้าต้องใช้เงินเป็นแสนหรือเป็นล้าน หรือจะหลายแสนหลายล้านก็ตามทีผมคิดว่าผมยอมตายดีกว่า เพราะการตายของมนุษย์ถือเป็นเรื่องสุดแสนธรรมดามากในสายตาผม เพราะมนุษย์สมัยก่อนก็ไม่ได้มีการรักษาอะไรที่จะต้องใช้เงินเป็นแสนเป็นล้าน ถ้าป่วยก็รักษาด้วยยา ด้วยสมุนไพร หรือภูมิปัญญาชาวบ้านซึ่งราคาไม่แพงมากมายนัก บางรายรักษาให้กันฟรีด้วยซ้ำ แต่เดียวนี้ต่อให้ขายบ้าน ขายรถจนหมดตัวแล้วก็ยังสู้ค่ารักษาไม่ไหว
คนสมัยก่อน เมื่อรักษาเต็มที่เท่าที่จะทำได้แล้วไม่หาย เรียกว่าหมอช่วยอย่างสุดความสามารถแล้วก็ยังช่วยไม่ได้ ก็จะต้องยอมรับในการตายที่จะเกิดขึ้น เหมือนกับสมัยนี้ใครมีเงินก็ทุ่มทุนรักษากันเข้าไป บางรายจ่ายๆไปเป็นสิบล้านเพื่อจะยื้อชีวิตไว้ให้นานที่สุดก่อนที่จะตาย(อยู่ดี) พี่นันท์พูดกับผมว่า “จ่ายเงินหลายแสนหรือเป็นล้านเพื่อยื้อชีวิตไว้อีก 6 เดือน แล้วสุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี”
.........
พี่นันท์พูดทิ้งประโยคนั้นไว้ให้ผมคิด โดยไม่ได้ตอบว่าตัวพี่นันท์เองคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ แต่ผมก็ได้พูดคุยกับพี่นันท์ต่อถึงข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ มีบางประเทศได้ออกกฎหมายอนุญาตให้คนไข้สามารถเซ็นหนังสือยินยอมให้แพทย์ปล่อยให้ตัวเองตายได้ ในกรณีที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการรักษาแล้วไม่หายเสียที
เท่ากับว่าตอนนี้มีบางประเทศอนุญาตให้คนเราสามารถอนุมัติให้ตัวเองตายได้อย่างถูกกฎหมายกันแล้ว แต่นั่นหมายถึงว่าต้องตกอยู่ในสภาวะที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคร้ายที่รุมเร้าอย่างไม่มีทางรักษาอยู่ด้วย เรียกว่ารักษาไป ยื้อไปก็รังแต่จะทุกข์ทรมาน ขอฉันไปแบบสงบดีกว่า อย่าเที่ยวเอาสายยางสายนู่นสายนี่มาระโยงระยางเข้าไปในร่างกายฉันเลย
ผมคิดในทางเดียวกันว่า หากต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลจนหมดตัวด้วยเงินที่หามาเก็บมาทั้งชีวิตเพื่อแลกกับไม่กี่สัปดาห์ หรือไม่กี่เดือนที่จะยื้อชีวิตไว้อย่างทุกข์ทรมานละก็ เอาเงินเหล่านั้นเก็บไว้ให้คนในครอบครัวได้ใช้ประโยชน์กันดีกว่า เพราะยังไงก็ตายอยู่ดี หรือแม้ถ้ายังดื้อดึงที่จะยื้อต่อไปแต่ต้องไปเอาเงินพ่อแม่ พี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหายมารวมกับนับล้านบาทเพื่อยื้อชีวิตให้ตายช้าลงละก็ เก็บเงินส่วนนั้นไว้ให้คนที่ยังมีโอกาสมีชีวิตรอดไว้ใช้ในยามฉุกเฉินจำเป็นดีกว่า
ความคิดแบบนี้ทำให้หลายคนตะลึงและตกอกตกใจ ในขณะที่หลายคนรู้สึกเฉยๆและทำความเข้าใจได้ง่ายเพราะมันก็มีเหตุมีผลเพียงพอที่จะทำให้คนบางคนเห็นด้วย ไม่อย่างนั้นคงไม่เป็นที่ถกเถียงกันมาตลอดว่าแนวคิดแบบนี้มันถูกต้องเหมาะสมหรือขัดกับศีลธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะเมืองไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธ อย่างไรก็ต้องช่วยอย่างสุดความสามารถ จะสูญเสียอะไรเท่าไรก็ยอม จะปล่อยให้ตายไม่ได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดแบบนี้ก็มีมากเช่นกัน
วันก่อนพูดให้แม่ฟังเรื่องนี้ แม่ตกใจมาก สังเกตเห็นได้จากแววตาเลยทีเดียว แม่บอกว่าจะยังไงก็ไม่มีใครปล่อยให้ตายหรอก คนมันเคยๆเห็นหน้ากันอยู่จะปล่อยให้ตายไปได้ยังไง มันก็ต้องรักษากันจนสุดความสามารถแหละ..
ผมได้บอกทั้งแม่และกับพี่นันท์ไปเหมือนกันว่า ผมมีความคิดจะเขียนเป็นพินัยกรรมไว้ว่าหากเมื่อใดก็ตามที่ผมตกอยู่ในภาวะที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย จะด้วยอุบัติเหตุร้ายแรงหรืออะไรก็ตามที่ทำให้เป็นอัมพาตหรือกลายเป็นเจ้าชายนิทราที่ต้องให้คนอื่นมาคอยดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำ พูดไม่ได้ ขยับตัวไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ค่อยละลายเงินของคนรอบตัวไปวันๆละก็ ผมจะทำจดหมายเตรียมไว้ เหมือนเป็นพินัยกรรมที่ได้รับความยินยอมจากผม แม้กฎหมายเมืองไทยจะยังไม่ยอมรับ แต่ผมจะทำไว้เองล่วงหน้าโดยจะเขียนใส่กระดาษพร้อมลงลายมือชื่อเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ พร้อมทั้งอาจจะอัดเป็นวีดีโอภาพเคลื่อนไหวที่พูดด้วยเสียงของตนเองบันทึกลงแผ่น CD ไว้ด้วย ว่าเมื่อถึงวันนั้น เวลานั้นของผม ขอจงปล่อยให้ผมไป อย่าได้ทุกข์ใจเลย ผมยินยอมที่จะไปอย่างสบายใจ และไม่ต้องการให้เดือนร้อนคนอื่น จงยิ้มและสัญญาว่าจะอยู่อย่างดีและใช้ชีวิตอย่างมีค่าที่สุด อย่าสูญเสียในสิ่งที่ไม่ควรต้องสูญเสีย จงอยู่เพื่อคนข้างหลัง และจงอยู่ให้มีค่าที่สุดจนนาทีสุดท้ายของตนเอง
เมื่อถึงวันนั้น จะมีจดหมายฉบับหนึ่งกับ VCD หนึ่งแผ่นอยู่ด้วยกันในลิ้นชักโต๊ะทำงานของผม อย่าลืมค้นหา และใช้มัน..
ผู้เขียน: สิขเรศ เอี่ยมประชา
ภาพ: สิขเรศ เอี่ยมประชา
11 พฤษภาคม 2551 เวลา 14.34 น.
หมายเหตุ: สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ในหน้าเว็บไซท์ อีเมล์ สื่ออินเทอร์เน็ตอื่นใด หรือสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิดโดยมิได้ขออนุญาตจากผู้เขียนโดยตรง
หากต้องการติดต่อผู้เขียน สามารถติดต่อได้ที่:
สิขเรศ 081-4207078 หรือ e-mail: hypermonkey2002@hotmail.com

ดีจังครบั ที่มีคนอ่านแล้วเข้าใจกับเรื่องราว จริงๆบางทีการเขียนอะไรเผื่อไว้สำหรับอนาคตบ้างถือเป็นสิ่งที่ดีนะครับ ถึงจะไม่ได้เขียนถึงการตาย แต่เขียนถึงทรัพย์สินมีค่าของเราที่คนอื่นไม่รู้ เอานู่นนี่ไว้ตรงไหน ถ้าอยู่ดีๆเราเป็นอะไรไป คนที่เรารักก็จะได้หาของเหล่านั้นได้เจอ ได้ใช้ประโยชน์กับมันว่าไหมครับ