ชี้แจงข้อสรุปเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์
(ประกาศ ณ วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม 2551 เวลา 20.20 น.)
ต้นฉบับความเรียงเรื่อง “(นางเงือก) ของยาย” ได้ถูกเขียนขึ้นเป็นครั้งแรก ณ วันที่ 18 เมษายน 2549 เวลา 21.15 น. และได้ถูกนำขึ้นให้คนได้อ่านกันบนอินเทอร์เน็ตที่ http://hypermonkey.exteen.com/20060418/entry
โดยมีข้อความกำหนดสิทธิ์ตัวสีแดงเขียนไว้ด้านล่างของเรื่องดังนี้
***** หมายเหตุ: ด้วยเหตุผลทางด้านลิขสิทธิ์ ห้ามทำการคัดลอกเรื่องราวในบล็อกแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปทำการเผยแพร่ในสื่ออินเทอร์เน็ต อีเมล์ อีบุ๊ค หรือสื่อสิ่งพิมพ์ใดๆ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของลิขสิทธิ์
เรื่องราวนี้ได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก โดยมีผู้คนเข้ามาอ่านและแสดงความคิดเห็น (Comments) ทั้งสิ้นประมาณ 134 Comments โดย Comment แรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2549 เวลา 20.30 น. และ Comment หลังสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2551 เวลา 20.34 น. นับเวลารวมทั้งสิ้นที่เรื่องนี้ถูกนำมาให้คนอ่านกันคือประมาณ 1 ปีกับ 11 เดือน
เรื่องราวเริ่มเป็นปัญหาเมื่อพบว่า Comment ที่ 133 แจ้งว่า
“เรื่องนี้เคยอ่านมาแล้วครับ ในหนังสือคู่สร้างคู่สม”
ปัญหาจึงเกิดขึ้นในทันทีว่า “เรื่องราวนี้ได้ถูกละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่?” แต่ด้วยความเชื่อในแวดวงของคนทำหนังสือมาเนิ่นนานอย่าง “คู่สร้าง คู่สม” ผมจึงมิอาจปักใจเชื่อว่าจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่คงเป็นความเข้าใจผิดอะไรบางอย่างมากกว่า
ตอนแรกคาดเดาไปว่า คงมีใครคนใดคนหนึ่งที่แอบนำเรื่องราวดังกล่าวส่งไปให้หนังสือคู่สร้าง คู่สม หรือไม่ก็มีใครคนใดคนหนึ่งนำเรื่องราวนี้แอบไปโพสท์ลงบนอินเทอร์เน็ตโดยถอดเครดิตของผู้เขียน พร้อมทั้งข้อความกำหนดสิทธิ์ออก เสมือนหนึ่งเป็นเรื่องของตนเองจนทำให้เรื่องราวแพร่กระจายออกไป และอาจเป็นคนๆเดียวกัน หรือไม่ก็มีใครคนอื่นอีกคนหนึ่งที่นำเรื่องราวดังกล่าวส่งเข้าไปให้สำนักพิมพ์คู่สร้าง คู่สม เสมือนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาเขียนขึ้นเองเพื่อจะหวังเงินค่าตอบแทนหรืออะไรก็ตาม
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ธุรกิจ หรือค่าเรื่อง เพราะค่าเรื่องไม่ได้จัดว่ามากมายอะไร แต่ปัญหาอยู่ที่ “เริ่มมีคนสอบถามด้วยความสงสัยว่า ตกลง(ใคร)คือเจ้าของลิขสิทธิ์เรื่องนี้ที่แท้จริงกันแน่?
หลังจากได้ทำการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตก็พบว่า เรื่อง "(นางเงือก) ของยาย" ได้ถูกนักเรียนหญิงคนหนึ่งชื่อ “ปัทมา” ได้แอบคัดลอกเรื่องนี้ไปใส่ลงในบล็อกของเธอเองที่ http://www.oknation.net/blog/Pattama502/2007/12/11/entry-1 โดยมิได้อ้างถึงแหล่งที่มาของเรื่อง หรือเจ้าของเรื่องแต่อย่างใด เธอได้ทำการตัดชื่อผู้เขียน และข้อความกำหนดสิทธิ์ออกทั้งหมด ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเสมือนหนึ่งว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของเธอเอง
เรื่องราวที่มีลิขสิทธิ์ แต่ถูกนำไปถอดชื่อผู้เขียนและข้อความกำหนดสิทธิ์ออก ก็เสมือนหนึ่งคนที่ถูกถอดเกราะหรือเสื้อผ้าอาภรณ์ออกจนเปลือยเปล่า แล้วต้องไปนั่งอยู่กลางที่สาธารณะซึ่งถือว่าอันตรายและไม่ปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง
ผมจึงได้ทำการติดต่อเด็กผู้หญิงคนดังกล่าวทาง e-mail โดยส่ง e-mail ถึงเธอ 2 ฉบับแจ้งเรื่องการละเมิดสิทธิ์ดังกล่าวและขอให้เธอลบเรื่องราวดังกล่าวของจาก Blog ของเธอบนอินเทอร์เน็ต
จากนั้นได้ทำการแจ้งให้ทางกองบรรณาธิการ “แพรวสำนักพิมพ์” (อมรินทร์ฯ) ทราบถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพียงเพื่อจะขอความคิดเห็นที่จะดำเนินการต่อไป เนื่องจากผมเป็นนักเขียนอิสระ ที่ออกหนังสือในสังกัดของ “แพรวสำนักพิมพ์” (อมรินทร์ฯ) มา 2 เล่มคือ “มุมที่ลืมมอง” และ “นักท่องกาลเวลา” ซึ่งกำลังจะออกเล่มต่อไปในเร็วๆนี้ การกระทำใดที่เกิดขึ้นกับงานของผม ก็อาจมีผลกระทบสะท้อนไปถึงสำนักพิมพ์ได้เช่นกัน
“เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องใช้ความรอบครอบเป็นพิเศษ”
เป็นข้อแนะนำจากผู้ช่วยบรรณาธิการท่านหนึ่ง ผมจึงไม่ผลีผลามทำอะไร เพียงแต่เช้าวันจันทร์ที่ 17 มีนาคม 2551 ผมได้ทำการส่ง e-mail เข้าไปแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นให้กองบรรณาธิการหนังสือคู่สร้าง คู่สมได้รับทราบที่เว็บไซท์ http://www.koosangkoosom.com/ เพื่อขอให้ทางทีมงานกองบรรณาธิการของเขาช่วยสืบค้นเรื่องราวดังกล่าวให้จากหนังสือรายเดือน หรือรายปักษ์ของเขาว่ามีใครแอบอ้างเอาเรื่องนี้ส่งเข้าไปที่กอง บก. ของเขาจนได้รับการตีพิมพ์หรือไม่ (ในเบื้องต้นคิดว่ามีคนสมอ้างความเป็นเจ้าของเรื่องราวดังกล่าว)
และในวันเดียวกันได้ทำการส่ง e-mail ไปแจ้งเรื่องราวให้ผู้ดูแลบล็อกของ OK Nation ที่เด็กผู้หญิงคนนี้นำเรื่องไปลงได้รับทราบด้วย ว่าเรื่องราวดังกล่าวมีลิขสิทธิ์ โดยติดต่อไปที่ http://www.oknation.net/blog/index.php ซึ่งผมทราบดีว่า Ok Nation เจ้าของพื้นที่และผู้ดูแลบล็อกในเครือ Nation บนอินเทอร์เน็ต มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับการนำเรื่องไปลง เนื่องจากว่าในบล็อกทุกแห่ง สมาชิกจะเป็นผู้นำเรื่องราวไปลงเอง โดยที่ผู้ดูแลมิอาจดูแลได้ทั่วถึงหากมีการทำผิด เพราะบล็อกมีจำนวนมาก จึงต้องอาศัยผู้แจ้งเข้าไปบอก
**** ผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ****
วันอังคารที่ 18 มีนาคม 2551 เวลา 15.50 ได้มีโทรศัพท์สายตรงจากผู้ดูแลบล็อกของ OK Nation ติดต่อกลับมาหาผม เพื่อแจ้งว่าได้ทำการแบนด์บล็อกของเด็กหญิงปัทมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกล่าวขอบคุณที่แจ้งเรื่องราวการละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวให้ทางผู้ดูแลบล็อก OK Nation ทราบ
ถึงจะไม่มีการติดต่อใดๆกลับมาจากเด็กหญิงปัทมา (คาดว่าเธออาจจะอยู่ในช่วงปิดเทอม และอาจใช้อินเทอร์เน็ตเฉพาะตอนอยู่ในสถานศึกษาจึงทำให้เธอยังไม่ได้รับทราบ e-mail ที่ส่งไป) เธออาจไม่ทราบว่าสิ่งที่เธอทำ เป็นสิ่งผิด และส่งผลกระทบมากมายต่อสังคมหลายฝ่าย โดยเฉพาะในแวดวงคนทำหนังสือ แต่อย่างไรก็ดี การออกมาแสดงสปิริทของทีมงานผู้ดูแลบล็อก OK Nation ก็เยี่ยมยอดเสียจนต้องเอ่ยคำชม เพราะเป็นการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วด้วยการตัดไฟเสียแต่ต้นลมไม่ให้เกิดการลุกลามของเรื่องราวไปจนใหญ่โต
แม้เรื่องราวดังกล่าวจะไม่ใช่ความผิดของ OK Nation แต่เขาก็ได้แสดงให้เห็นว่า เขาใส่ใจในความถูกต้องและผิดพลาดอันเกิดขึ้นจากสมาชิกเว็บล็อกเป็นผู้กระทำ โดยการออกมายืนข้างหน้าและตัดสินใจอย่างเด็ดขาดนี้ ทำให้ผมต้องยกมือให้ในความเยี่ยมยอดและน่านับถือของผู้ดูแวบล็อกของ OK Nation เป็นอย่างมาก
*******************************************************************
วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม 2551 เวลาประมาณ 13.30 ผมได้ตัดสินใจโทรเข้าไปที่กองบรรณาธิการหนังสือ คู่สร้างคู่สม ด้วยเกิดความไม่สบายใจเนื่องจากคอยมาหลายวันแต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับมา ผมคิดว่าอาจเป็นไปได้ว่า e-mail ไม่ถึงมือผู้รับด้วยเหตุความผิดพลาดบางอย่าง
เมื่อได้คุยกับทีมงานคู่สร้าง คู่สม จึงทราบว่ามีความผิดพลาดขึ้นจริงๆ e-mail ยังไม่ถึงมือคนในกองบรรณาธิการของเขา (นั่นคือสาเหตุที่ไม่มีการตอบกลับมา)
ทีมงานกองบรรณาธิการคู่สร้าง คู่สม ได้พูดคุยกับผมอย่างเป็นกันเองและยังจะช่วยค้นหาในหนังสือคู่สร้าง คู่สม ทุกฉบับไล่ตั้งแต่ปัจจุบัน ย้อนไปถึงเดือนที่ผมได้เขียนต้นฉบับนี้ขึ้น ซึ่งรวมระยะเวลาเกือบสองปี นั่นหมายความว่าต้องค้นหาจากหนังสือหลายสิบฉบับว่ามีการนำเรื่องดังกล่าวมาลงจริงหรือไม่ คอลัมน์อะไร ใครเป็นคนส่งเรื่องเข้ามา?
หากค้นพบว่ามีคนแอบอ้างชื่อแล้วส่งเรื่องเข้ามาโดยบอกว่าเป็นเรื่องของตนเอง ก็จะทำให้มีปัญหาด้านลิขสิทธิ์ได้ แต่ทางกองบก.คู่สร้าง คู่สม ก็ยังจะสามารถตามหาผู้ส่งเรื่องได้เพราะมีชื่อที่อยู่บันทึกไว้ในประวัติของผู้ส่งงาน
15.30 น. วันเดียวกัน กองบรรณาธิการได้โทรกลับมาอีกครั้ง แจ้งให้ทราบว่า พบเจองานเขียนชิ้นนี้แล้ว ในหนังสือคู่สร้าง คู่สม ฉบับหนึ่งที่อยู่ในปี 2549 ซึ่งเป็นคอลัมน์ของ อาจารย์ แหลม หญ้าคา ซึ่งอาจารย์ท่านบังเอิญไปพบงานเขียนเกี่ยวกับนางเงือกของผมเข้า และได้แจ้งในหนังสือไว้ชัดเจนว่าได้ไปพบเห็นงานเขียนของคุณสิขเรศ จากในอินเทอร์เน็ต เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนางเงือกที่น่าสนใจทีเดียวจึงนำมาให้อ่านกัน อาจารย์ท่านค่อนข้างไม่สบายใจในเรื่องที่เกิดขึ้น และฝากกล่าวขอโทษผม เพราะท่านไม่เห็นข้อความกำหนดสิทธิ์ดังกล่าว แต่เห็นเพียงชื่อผม ก็เลยนำไปอ้างอิงว่าผู้เขียนคือ “สิขเรศ” ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ด้วยจรรยาบรรณของนักเขียนอาวุโสที่สร้างสรรค์งานดีๆมามากมาย ซึ่งทราบในภายหลังว่าแม้แต่ บก.ของผมเองก็รู้จัก อ.แหลม หญ้าคาดี เพราะท่านได้สร้างงานเขียนดีๆมานานแล้ว
เป็นไปได้ว่าข้อความกำหนดสิทธิ์ที่ผมใส่ไว้ตอนแรก อาจอยู่ต่ำเกินไป เห็นไม่ชัดเจน (ซึ่งตรงนี้ถ้าจะกล่าวไปคงต้องบอกว่าอาจเป็นความผิดพลาดของตัวผมเองที่ลงข้อความดังกล่าวไว้ต่ำเกินไป) ในปัจจุบันผมได้ลงข้อความที่ชัดเจนขึ้น และอยู่ติดกับตัวเนื้อเรื่องเลย พร้อมทั้งแทรกไว้ตรงส่วนหัวและกลางเรื่องด้วย แต่เมื่อเกือบ 2 ปีก่อน คาดว่าข้อความกำหนดสิทธิ์ดังกล่าว อาจตัวเล็ก และอยู่ต่ำเกินไป ซึ่งเป็นไปได้ที่จะมีคนไม่เห็น
ถึงกระนั้น อาจารย์แหลมเองก็มอบให้ทีมงานกองบก.คู่สร้าง คู่สมเป็นตัวแทนโทรมาขอโทษผมในเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เพราะท่านค่อนข้างตกใจกับสิ่งที่เกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากคุณดำรง พุฒตาลได้ทราบเรื่อง ได้มีความไม่สบายใจเป็นอย่างมาก จึงได้มอบหมายให้เลขาของท่านโทรสายตรงมาหาผมโดยด่วน เพื่อกล่าวคำขอโทษเช่นเดียวกัน
ซึ่งเรื่องนี้จะว่าทาง อาจารย์แหลม ผิดก็ไม่น่าจะใช่ เพราะท่านก็ได้ทำหน้าที่ของท่านอย่างดีที่สุดแล้ว การถ่ายทอดแบ่งปันเรื่องราวให้คนอื่นได้อ่านเรื่องที่น่าสนใจ พร้อมทั้งบอกที่มาที่ไปว่าใครเป็นผู้เขียนเรื่องราวนี้ แม้จะพลาดไปนิดตรงที่ไม่ได้ใส่ Link ของเรื่องราวไปด้วยก็ถือว่าท่านไม่ได้มีเจตนาไม่ดีแต่อย่างใด เพียงแค่ใส่ชื่อผู้เขียนลงไปก็เห็นได้ชัดเจนแล้วว่าเจตนาท่านดี และทางคุณดำรง พุฒตาล หรือหนังสือคู่สร้าง คู่สมก็ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเช่นกัน เพราะเขาก็ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ที่สุดแล้ว โดยเฉพาะทีมงานที่ช่วยหาข้อมูลอย่างฉับไว ให้คำตอบได้ในเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้นถึงที่มาที่ไปของเรื่องราวนี้ ทำให้ผมต้องกล่าวขอบคุณและชื่นชมในความรับผิดชอบอย่างตรงไปตรงมาและความจริงใจของคุณดำรง พุฒตาล อ.แหลม หญ้าคา และทีมงานคู่สร้างคู่สมทุกคน
พร้อมกันนั้นก็อยากกล่าวคำขอโทษจากตัวผมเองด้วยเช่นกัน ที่ไม่ได้ลงข้อความกำหนดสิทธิ์ให้ชัดเจนจนทำให้หลายคนอาจพลาดมองไม่เห็นข้อความดังกล่าว ซึ่งตรงนี้ถือเป็นความผิดของผมด้วย ผมก็ขอกล่าวขอโทษต่อคุณดำรง พุฒตาล ซึ่งเลขาแจ้งว่าไม่สบายใจมากหลังจากรู้เรื่องนี้ ผมขอโทษจริงๆครับ สบายใจเถอะครับ ผมไม่มีอะไรติดใจแล้ว และขอโทษอาจารย์แหลมนะครับ อย่าท้อใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนะครับ ที่เกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นก็เพราะตอนแรก เข้าใจผิดกันคิดว่าคนภายนอกแอบส่งเรื่องเข้าไปโดยแอบอ้างว่าเป็นเรื่องของตนเอง และทางคู่สร้างคู่สมไม่รู้ก็เลยลงเรื่องให้ และผมเองก็ไม่ได้เห็นเรื่องนั้นด้วยตนเอง จึงไม่ได้ปักใจเชื่อเสียทีเดียว แต่ก็อยากรับรู้ว่าลงไปลักษณะไหนจึงได้โทรศัพท์ติดต่อไปเอง พอทราบว่าอ้างถึงผู้เขียนที่ชัดเจนแล้ว ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า เสียใจเหมือนกันที่ทำให้คนในกอง บก.คู่สร้าง คู่สมต้องตกใจกับเรื่องนี้
ในขณะที่เรื่องราวนี้อยู่ในสายตาของประชาชนจำนวนมาก เนื่องจากผมได้ประกาศแจ้งถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เพื่อนๆและหลายคนที่ติดตามผลงานได้ทราบความเป็นไปว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ในขณะที่ตัวเองก็พยายามสืบค้นถึงที่มาที่ไป ในขณะนั้นแม้แต่ บก.ของผมเองก็ให้คนช่วยหาว่าเรื่องราวดังกล่าวไปลงอยู่เล่มไหน รวมทั้งเพื่อนๆที่ติดตามผลงานและให้กำลังใจผมก็ช่วยกันค้นหาเช่นกัน แต่เนื่องจากไม่เจอเล่มดังกล่าวทำให้หาข้อสรุปไม่ได้ จนผมต้องโทรเข้าไปขอความช่วยเหลือให้ทางทีมงานคู่สร้าง คู่สมได้ช่วยค้นจากหนังสือเล่มเก่าๆให้ ซึ่งพอได้ทราบเรื่องที่แท้จริงแล้ว ถึงได้รู้ว่าเป็นคนละกรณีกับที่เด็กหญิงนำไปลงบล็อก และกองบก.คู่สร้าง คู่สมไม่ได้ทำอะไรที่ผิดแผกหรือเป็นการละเมิดแต่อย่างใด ตราบใดที่ระบุชื่อผู้เขียนเจ้าของต้นฉบับชัดเจน และไม่เห็นข้อความกำหนดสิทธิ์
เรื่องราวจบลงด้วยดี ได้แง่คิดดีๆอีกหลายอย่างด้วย
1. งานเขียนที่เกิดขึ้นทุกชิ้น ไม่ว่าใครจะเป็นผู้เขียน ไม่ว่าเป็นงานเขียนที่เกิดขึ้นในหนังสือหรือในอินเทอร์เน็ต ล้วนมีลิขสิทธิ์เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งผู้อื่นมิอาจคัดลอกไปกระทำการใดๆได้ โดยเฉพาะงานเขียนของผู้มีอาชีพเป็นนักเขียน นักข่าว ผู้จะทำการคัดลอกหรือนำเรื่องราวนั้นๆไปเผยแพร่ หากต้นฉบับเป็นของนักเขียน นักข่าวอาจยุ่งยากหน่อยตรงที่ต้องขออนุญาต หรืออย่างน้อยก็ต้องระบุแหล่งที่มาที่ชัดเจนว่าใครคือผู้เขียน และนำเรื่องราวนี้มาจากไหน เช่นหากนำมาจากเว็บไซท์ก็ต้องบอกอ้างอิงถึง Link ของเว็บไซท์ และชื่อของผู้เขียน หรือถ้านำมาจากหนังสือเล่มอื่นก็ต้องอ้างอิงชื่อหนังสือ และชื่อผู้แต่งด้วย
2. หากคัดลอกเรื่องราวของคนทั่วไปที่เขียนเล่น หรือเขียนเรื่องราวความรู้ไว้ตามเว็บไซต์ต่างๆ การทำ Link กลับไปแหล่งที่มา และระบุชื่อเจ้าของเรื่องด้วย ถือเป็นมารยาทและเป็นสิ่งที่ควรกระทำ และนั่นถือว่าไม่ผิด เพราะไม่ได้มีเจตนาในทางไม่ดี และไม่ได้ทำให้เจ้าของเรื่องเสียหาย ยกเว้นแต่เรื่องที่ระบุสิทธิไว้ชัดเจนว่าไม่ให้คัดลอก อันเนื่องมาจากเรื่องราวนั้นเป็นต้นฉบับของหนังสือหรือสิ่งพิมพ์ใดๆ กรณีนี้ก็ไม่ควรคัดลอกไปเผยแพร่ที่ไหนเลย อาจต้องขออนุญาตจากผู้เขียนโดยตรงก่อน (กรณีนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องด้านบน ต้องถือเป็นข้อยกเว้น เพราะข้อความกำหนดสิทธิอาจอยู่ต่ำเกินไปจนผู้อื่นเห็นไม่ชัดเจนซึ่งนั่นอาจเป็นความผิดพลาดของเจ้าของเรื่องเอง)
3. “เจตนา” หรือ “ไม่เจตนา” มักเป็นตัวบ่งชี้ความผิดหรือไม่ผิดของเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ อีกอย่างคือ “ระบุแหล่งที่มา” หรือ “ไม่ระบุแหล่งที่มา” ก็เป็นตัวบ่งชี้อีกเช่นเดียวกันว่าผิดหรือไม่ผิด หากเจตนาที่จะไม่ระบุแหล่งที่มาและยิ่งนำไปทำเพื่อการค้าด้วยก็มีเรื่องให้ฟ้องร้องกันมามากต่อมากแล้ว ได้ยินว่าฟ้องร้องกันเป็นหลักแสน เรียกว่า 2-3 แสนขึ้นไปกันทีเดียว ฉะนั้นเด็กๆและวัยรุ่นสมัยใหม่ที่ชอบชุ่ย หรือสะเพร่าเที่ยวก็อปปี้งานคนนู้นคนนี้ไปแปะเป็นผลงานของตัวเองในเว็บไซต์เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายก็ควรที่จะพึงระวังเรื่องเหล่านี้ไว้ด้วย เพราะอาจทำให้พ่อแม่สิ้นเนื้อประดาตัวได้เพราะความมักง่ายของลูก
4. มิตรภาพ เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพียงแต่หันหน้ามาพูดคุยและทำความเข้าใจ รู้จักคิดก่อนที่จะพูดหรือดำเนินการใดๆ รู้จักเปิดใจรับฟังและเป็นผู้ฟังที่ดี และพยายามเข้าใจเหตุผลของคนอื่นเหมือนที่เราอยากให้คนอื่นเข้าใจเรา รู้จักการให้อภัย และรู้จักพูดคำว่าขอโทษ แล้วเราก็จะได้เห็นรอยยิ้มของคนอื่น และอาจจะได้มิตรภาพใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย
*******************************************************************
หมายเหตุ: ท้ายที่สุด กองบรรณาธิการหนังสือคู่สร้าง คู่สม ได้แจ้งว่าจะส่งหนังสือที่ลงเรื่องนี้มาให้ และจากการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ตลอดจนเมื่อคิดถึงแนวทางการเขียนหนังสือของอาจารย์แหลม ที่ผมไม่นึกมาก่อนว่าในหนังสือคู่สร้างคู่สมมีเรื่องแนวนี้ ประมาณนี้อยู่ด้วยหรือ ทำให้บางที อาจต้องลองเป็นแฟนหนังสือคู่สร้าง คู่สม ลองหางานเขียนของนักเขียนมากประสบการณ์หลายๆท่านมาอ่านดูบ้าง เป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ และมิตรภาพใหม่ๆ ในโลกของตัวหนังสือ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเรื่องราวนี้และให้กำลังใจคอยติดตามเรื่องราวกันมาโดยตลอด ท่านสามารถ Copy เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ไปเผยแพร่ในสื่อใดๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ ในอินเทอร์เน็ต e-mail หรือสื่ออื่นๆได้โดยไม่มีการปิดกั้นแต่อย่างใด เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับนักอยากเขียนรุ่นใหม่ทั้งหลายจะได้ปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และทำให้สังคมยิ้มให้กันมากขึ้น
โดย Link ของเรื่องราวนี้จะอยู่ที่
http://hypermonkey.multiply.com/journal/item/218
และ
http://hypermonkey.exteen.com/20080320/entry
ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง
สิขเรศ เอี่ยมประชา (ผู้เขียน)
20 มีนาคม 2551 เวลา 20.20 น.




และทุกเรื่องก็จบลงด้วยดี ยินดีด้วยค่ะ