2006/Sep/24

ก๋วยเตี๋ยวจานละสลึงของยายมาลัย

พวงเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยว ทำจากไม้เก่าสีน้ำตาลอ่อน ภายในกั้นเป็นสี่ช่อง มีเครื่องปรุงสี่ชนิดคือ น้ำปลา น้ำตาล พริกป่น และพริกหั่นในน้ำส้มสายชู บรรจุอยู่ภายในแก้วใสอย่างหนาที่เห็นได้บ่อยในร้านกาแฟโบราณ มีฝาไม้กลมแบนปิดอยู่ด้านบน ขอบฝาไม้ถูกตัดให้โค้งเว้าเข้ามาเล็กน้อย เว้นที่ไว้สำหรับนำปลายช้อนโลหะที่ดัดโค้งไว้เกาะเกี่ยวขอบแก้วกันลื่นหล่น

ไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก เดี๋ยวนี้ร้านก๋วยเตี๋ยวส่วนใหญ่ใช้ พวงเครื่องปรุง ทำจากพลาสติกหมดแล้ว ร้านนี้แปลกไม่เหมือนใครตกแต่งร้านแบบโบราณ หันไปทางไหนก็เห็นแต่ของเก่า บางชิ้นจำได้ว่าเคยเห็นสมัยเด็ก แต่บางชิ้นก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย แม้แต่เก้าอี้ในร้านบางตัวเป็นเก้าอี้ไม้มีพนักพิงสูงแบบที่มีบนรถไฟโดยสารชั้นสาม

เห็นพวงเครื่องปรุงเลียนแบบของโบราณวางอยู่บนโต๊ะแบบนี้ ทำให้นึกถึงพวงเครื่องปรุงสมัยก่อนของยายมาลัย แกสร้างเพิงพักหลังคามุงจากไว้หน้าบ้านติดถนนเล็กที่บ้านต่างจังหวัดริมชานเมืองของแก ยายมาลัยกับตาสินสามีของแกช่วยกันเตรียมเครื่องก๋วยเตี๋ยวราดหน้าแต่เช้าทุกวัน เพื่อขายให้เด็กที่ไม่มีข้าวกล่องมากินที่โรงเรียนในช่วงเที่ยงวัน

ก่อนเที่ยงวันหม้ออลูมิเนียมใบย่อมที่พันหูหม้อไว้ด้วยผ้าขนหนูเก่าๆ ถูกยกออกมาวางไว้บนโต๊ะไม้ตัวเล็กที่ตั้งอยู่บนแคร่ไม้อีกทีหนึ่ง ยายมาลัยหันกลับไปมองถาดอลูมิเนียมสี่เหลี่ยมใบใหญ่ที่ตาสินเดินถือตามแกมา บนนั้นมีเส้นหมี่นุ่มเหนียวสีน้ำตาลอ่อน กับเส้นใหญ่ที่วางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบคลุมไว้ด้วยใบตองสีเขียวสดกันแมลงมารบกวน

เด็กๆรอเสียงระฆังพักเที่ยงบอกถึงช่วงเวลาแสนอร่อย ไม่เคยมีก๋วยเตี๋ยวร้านไหนมีรสชาติกลมกล่อมแสนอร่อยได้เท่าก๋วยเตี๋ยวราดหน้าของยายมาลัย

แก๊ง แก๊ง สิ้นเสียงระฆัง เด็กตัวเล็กตัวน้อยจูงมือกันกึ่งวิ่งกึ่งกระโดด ในมือกำเหรียญสลึงบ้าง เหรียญห้าสิบสตางค์บ้าง บางคนแบมือตรวจตราดูเป็นระยะว่าเหรียญสตางค์สีทองในมือน้อยๆยังอยู่ดีหรือไม่ แววตานับสิบคู่ส่องประกายแวววาว วิ่งข้ามสะพานไม้ขนาดใหญ่อยากถึงเพิงพักร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้าของยายมาลัยไวๆ

ก่อนบ่ายคล้อย เวลาที่ระฆังจะดังเพื่อเตือนเวลาเข้าชั้นเรียนอีกครั้ง เด็กหลายคนได้ลิ้มรสน้ำแข็งไสแสนอร่อย สีแดงบ้าง สีเขียวบ้าง น้ำหวานสีสวยราดอยู่บนเกล็ดน้ำแข็งไสถ้วยโต ข้างใต้ซุกไว้ด้วยขนมปังนุ่มชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กขนาดพอคำ ด้านบนราดด้วยนมข้นขวานสีขาวนวล ไม่มีเวลาไหนของวันสุขไปกว่าเวลานี้อีกแล้ว เด็กผู้หญิงตัวน้อยใช้มือเล็กๆปาดน้ำหวานสีแดงที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากของเธอเข้าปาก ราวกับจะเก็บความสุขอันเย็นฉ่ำและหวานจับใจไม่ให้หลงเหลือ

ทั้งหมดนี้ซื้อได้ด้วยเหรียญสลึงเพียงสองเหรียญเท่านั้น ก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่ราดหน้าหนึ่งจานสังกะสีขนาดเล็ก ราคาหนึ่งสลึง น้ำแข็งใสใส่ขนมปังราดด้วยน้ำหวานสีแดงและนมข้นหวานหนึ่งถ้วย อีกหนึ่งสลึง หากใครไม่อิ่มก็สามารถเติมได้อีกหนึ่งสลึงในจานเดิม ฟรีสำหรับน้ำเปล่าที่อยู่ในโถดินเผามีฝาปิดที่ตั้งอยู่หน้าร้าน มีกระบวยที่ทำจากกะลามะพร้าวขัดเงาขนาดเล็กมีด้ามจับยาวทำจากไม้ ผูกเชือกยาวร้อยไว้กับหูของฝาไม้บนโอ่งดิน เด็กๆสามารถตักดื่มได้ตามอัธยาศัย

ไม่ใช่เฉพาะเด็กเท่านั้นที่เป็นลูกค้าเพิงพักหลังคามุงจากของยายมาลัย แม้แต่ผู้ใหญ่หรือคนแก่ในระแวกนั้นก็ไม่มีใครไม่เคยแวะเวียนไปใช้บริการก๋วยเตี๋ยวจานละสลึงของยายมาลัย เพียงแต่บางครั้งหากจานละสลึงมันน้อยไป ก็สามารถสั่งพิเศษจานละห้าสิบสตางค์ได้ จานสังกะสีขนาดเดียวกัน แต่จะได้บริมาณของเส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว และเครื่องก๋วยเตี๋ยวราดหน้ามากขึ้นกว่าเดิม ผมเคยสงสัยเหมือนกันว่าก๋วยเตี๋ยวราดหน้าจานละสลึงสองจาน กับจานละห้าสิบสตางค์หนึ่งจานมีบริมาณเท่ากันหรือไม่ เคยเอ่ยปากถามยายมาลัยไปเหมือนกัน ยายมาลัยหัวเราะปากกว้างบอกว่า เท่ากันแหละ สลึงหนึ่งสองจานกับห้าสิบสตางค์หนึ่งจานน่ะ (ยายมาลัยต้องเชี่ยวชาญมากจึงตักได้พอดีกัน ผมคิดในตอนนั้น)

ช่วงเวลานั้นผมเคยนึกอยู่เหมือนกันว่า ทำไมยายมาลัยขายก๋วยเตี๋ยวถูกแบบนี้ ผมเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวน้ำที่โรงอาหารในโรงเรียนขายชามละหนึ่งบาท หรือหนึ่งบาทห้าสิบสตางค์ผมจำไม่ค่อยได้ เพราะผมไม่เคยซื้อก๋วยเตี๋ยวน้ำที่ร้านในโรงอาหารของโรงเรียนกินเลย ผมไม่เคยมีสตางค์ไปโรงเรียนเกินหนึ่งบาท ถ้าผมใช้สตางค์หนึ่งบาทหมดไปกับก๋วยเตี๋ยว ผมจะไม่มีไว้ซื้อน้ำแข็งไสหรือไอศกรีม

ผมไม่ชอบพกเหรียญบาท ครั้งหนึ่งผมเคยทำเหรียญบาทตกหายไป วันนั้นผมไม่ได้กินอาหารมื้อกลางวัน ต้องแอบไปวิ่งเล่นอยู่แถวลานหน้าวัดเพื่อไม่ให้คิดถึงความหิว ผมเลยชอบพกเหรียบสลึงสี่เหรียญ หรือเหรียญห้าสิบสตางค์สองเหรียญไปโรงเรียน เพราะอย่างน้อยถ้าหายไปสักหนึ่งเหรียญ ก็ยังมีเหรียญอื่นๆให้ผมประทังความหิวได้

ผมเคยคิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งในอนาคต ก๋วยเตี๋ยวคงขึ้นราคาเป็นห้าบาท หรือสิบบาท ถึงตอนนั้นเงินหนึ่งสลึง หรือหนึ่งบาทของผมคงไม่สามารถซื้อก๋วยเตี๋ยวได้อีก ผมต้องเก็บเงินไว้ให้มากๆ ทุกวันผมจะพยายามมีเงินเหลือหนึ่งหรือสองสลึงไปใส่กระปุกออมสินของผม เพื่อวันหนึ่งข้างหน้าเวลาที่ก๋วยเตี๋ยวขึ้นราคาแล้ว ผมจะได้ยังมีเงินซื้อก๋วยเตี๋ยวอยู่ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมใช้สมองน้อยๆขนาดเล็กกว่าลูกฟุตบอลคิดถึงอนาคตของตัวเอง

จากวันนั้น เวลาผ่านมาร่วมสามสิบปีแล้ว เหรียญสลึงเหรียญหนึ่งที่เหลือจากมื้อกลางวันในเพิงพักหลังคามุงจากของยายมาลัยได้ถูกเก็บไว้ในหีบไม้ใบเก่าที่แม่มอบให้เมื่อหลายปีก่อน ผมค่อยๆหยิบมันขึ้นมาจากก้นหีบ มันมอซอไม่สะท้อนแสงเหมือนเคย สำหรับผมตอนเด็กเหรียญสลึงเหมือนทองคำ มันส่องแสงสุกสว่าง และมีค่ามากมาย แต่ตอนนี้มันไร้ซึ่งแสงสะท้อนใดๆ นอนสงบนิ่งอยู่ก้นหีบไม้อย่างไร้ค่า

ผมเคยคิดว่าสักวันหนึ่ง เหรียญสลึงเหล่านี้จะมีค่ามาก เมื่อก๋วยเตี๋ยวขึ้นราคาเป็นจานละห้าบาท หรือสิบบาท ผมจะมีเหรียญสลึงมากมายพอจะกินก๋วยเตี๋ยวไม่อดตายไปทั้งชาติ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว บางครั้งผมต้องจ่ายเงินถึงห้าสิบบาท หรืออาจต้องใช้เหรียญสลึงถึงสองร้อยเหรียญ เพียงเพื่อจะกินก๋วยเตี๋ยวเพียงหนึ่งชามเท่านั้น. ถึงวันนี้ผมคิดถึงยายมาลัยกับเพิงพักหลังคามุงจากและก๋วยเตี๋ยวจานละสลึงของแกจังเลย..

สิขเรศ (HyPeR MonKeY)
24 กันยายน 2549


***** หมายเหตุ: ด้วยเหตุผลทางด้านลิขสิทธิ์ ห้ามทำการคัดลอกเรื่องราวในบล็อคแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปทำการเผยแพร่ในสื่ออินเทอร์เน็ต อีเมล์ อีบุ๊ค หรือสื่อสิ่งพิมพ์ใดๆ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของลิขสิทธิ์

ชื่อเพลง/Title : ช่องว่าง
อัลบัม/Album : Tomorrow
ศิลปิน/Artist : All RIP Artis
ค่ายเพลง : Rip Studio


มุมที่ลืมมอง
โดย: สิขเรศ เอี่ยมประชา
สำนักพิมพ์: แพรวสำนักพิมพ์
ประเภท:
สาระบันเทิง/ปกิณกคดี

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อ่านแล้วนึกถึงเรื่องเก่าๆนะครับ
เมื่อก่อน ผมเคยชอบทานราดหน้ามากๆ ตอนนั้นผมเด็กๆข้างบ้านผมขาย ชามละ 15 บาท อร่อยมากๆ ทุกวันนี้ก็ยังอยากกินอยุ่ แต่เค้าไม่ขายซะแล้ว

วันนี้ยังไม่ทานข้าวเลย เดี่ยวออกไปทานก๋วยเตี๋ยวดีกว่า ^^
#1  by  maxdezign (61.7.159.23 /61.7.159.23) At 2006-09-24 16:48, 
ยังไม่ถึงขั้น ใช้เงินสลึง...

แต่อายุ 26 ตอนนี้ เทียบไป สมัยก่อนไปโรงเรียนเอา เงินไป 5 บาท ตอนอยู่ ป.1 ก็ กลับบ้านมา เหลือ เก็บได้อีก เพราะขนม แค่ บาท สองบาท แต่ สมัยนี้ให้เงินหลานไป โรงเรียน ป.1 ก็ 20 -30 แล้ว ค่ะ . . .

สมัยนี้เหรียญสลึงไปซื้อของเค้าไม่รับ นอกจาก ใช้เป็นเงินทอนในห้าง แค่นั้นเองเนอะ

#2  by  ☺ J a i k O ☺ At 2006-09-24 17:05, 
ผมว่าเดี๋ยวนี้ 10 บาทก็กินก๋วยเตี๋ยวได้ไม่อิ่มแล้วนา ... วันก่อนผมไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือที่รังสิตมา ชามละ 20 บาท กินไป 3 ชามเพิ่งจาปลุกพยาธิให้ตื่นเองง่ะ
#3  by  Kamui Shirou (124.120.161.13) At 2006-09-24 17:11, 
อ่านแล้วน้ำตาจะไหล คิดถึงวัยเด็ก
#4  by  วี (68.184.32.72) At 2006-09-24 19:12, 
เกิดไม่ทันใช้เหรียญสลึงซื้อของ แต่ก็รู้สึกอยากจะกลับไปอยู่ในสมัยที่ไม่รีบร้อนอีกครั้งจังขอรับ
#5  by  saya chan At 2006-09-24 20:44, 
อ่านแล้วอยากไปกินก๋วยเตี๋ยวสามบาทเลยค่ะ ไม่ได้ไปกินนานแล้ว.....ยังมีขายจริงอยู่นะคะ วันหน้ามาเชียงใหม่ จะพาไปทานนะคะ
#6  by  KHuAn!!! (203.172.48.228) At 2006-09-24 22:14, 
เกิดไม่ทันยุคก๋วยเตี๋ยวชามละสลึงเหมือนกัน ทันช่วงที่ก๋วยเตี๋ยวหน้าโรงเรียนชามละ 1-2 บาทค่ะ

เอ๊.. วันนี้ไม่มีวิญญาณ
#7  by  Starrynite At 2006-09-25 12:10, 
ช่วงนั้นก๋วยเตี๋ยวทั่วไปก็ราวๆ 1-2 บาทแล้วละครับ แต่บังเอิญร้านนี้เค้าขายราคาถูกกว่าชาวบ้านน่ะครับ หลายคนอาจจะสงสัยว่า ราวๆ 30 ปีไม่น่ามีก๋วยเตี๋ยวราคาหนึ่งสลึง ว่าไม่ได้ครับ เพราะปัจจับันนี้ยังมีเพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ปี 2549 นี่ยังมีร้านก๋วยเตี๋ยวร้านหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ขายก๋วยเตี๋ยวชามละ 3 บาทอยู่เลยครับ น่าไปอุดหนุนนะครับ
#8  by  HyPeR MonKeY At 2006-09-25 13:59, 
ตาม link คุณมาจากหนังสือ เป็นวันที่เราเหนื่อยมาก ๆ หลายวันที่ไปทำงานแบบไม่อยากไป รู้สึกเบื่อทุกอย่างไปหมด จนต้องโดดงานแบบวันนี้ ซื้อหนังสือคุณมาอ่านวันก่อน อ่านแล้ว บอกกับตัวเองว่า บางที เราคงต้องหลับตาลง สูดลมหายใจ แล้ว ลอง ฟังเสียงรอบข้าง มองหามุมที่เราลืมมองบ้าง เพื่อจะให้ตัวเองก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ ขอบคุณ ตัวหนังสือของคุณค่ะ :)
#9  by  iamcactus (202.5.82.19) At 2006-09-29 14:54, 
รู้สึกดีที่ผู้คนที่ได้อ่านหนังสือ "มุมที่ลืมมอง" แวะมาพูดคุย ทักทายกันถึงที่นี่นะครับ คุณทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่เขียน คุณจำประโยคที่ว่า "เสียงกรุ๋งกริ๋งจากโมบายล์" ได้ไหม วันนี้ผมไปซื้อโมบายล์แบบนั้นมาอีกอันหนึ่งแล้วนะครับ จากเมืองทองธานี งาน 'เฟอร์นิเจอร์แฟร์' ร้านเดิมที่ผมเคยซื้อเมื่อก่อน เสียงมันเพราะมากๆ โดยเฉพาะเวลาเราหลับตาฟังครับ

ไม่มีอะไรมากมาย นอกจากคำว่า อยากเป็นกำลังใจให้ทุกคน บางทีชีวิตก็มีเรื่องให้เหนื่อยมากมาย แต่หากเราผ่านมันไปได้ เท่ากับเราได้เรียนรู้ "ไม่ใช่สิ่งรอบข้าง" แต่เรียนรู้ตัวเองต่างหาก และนั่น เป็นบทเรียนที่มีค่า หาซื้อจากที่ไหนไม่ได้ :)
#10  by  HyPeR MonKeY At 2006-09-30 00:55, 
แวะมาอีกที
ขอบคุณค่ะ ที่ตามไปให้กำลังใจถึงบ้าน
:)
#11  by  iamcactus (202.5.82.67) At 2006-09-30 21:52, 
ชอบทุกเรื่องที่เขียน ชวนติดตามเสมอค่ะ

สมัยก่อน เมื่อเป็นเด็ก ไปโรงเรียน ยังจำ ข้าวราดแกงจานละ 25 สตางค์ พอให้เด็กหายหิวสักระยะค่ะ
#12  by  ดอกสารภี (202.28.27.3 /202.28.25.183) At 2006-10-06 16:07, 
เฮ้อ จะบอกว่าเคยกินราดหน้าจานละสองสลึงก้อกัวคนจะรู้อายุ ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
#13  by  ข้าวฟ่าง (124.120.198.121) At 2006-10-16 19:39, 
ชอบอ่านเรื่องราวที่เขียนมากเลยค่ะ มันทำให้ฉันคิดอะไรได้อีกหลายๆอย่างเลย
ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณ hyper monkey ได้สร้างสรรค์งานดีๆต่อไปนะค่ะ
#14  by  empty At 2007-04-07 18:03, 
ขอเอา http ของคุณ hyper monkey ไปใส่ใน favourite จะค่ะ คราวจะได้เข้ามาอ่านง่าย
#15  by  empty At 2007-04-07 18:08, 

<< Home


HyPeR MonKeY
View full profile