ก๋วยเตี๋ยวจานละสลึงของยายมาลัย

พวงเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยว ทำจากไม้เก่าสีน้ำตาลอ่อน ภายในกั้นเป็นสี่ช่อง มีเครื่องปรุงสี่ชนิดคือ น้ำปลา น้ำตาล พริกป่น และพริกหั่นในน้ำส้มสายชู บรรจุอยู่ภายในแก้วใสอย่างหนาที่เห็นได้บ่อยในร้านกาแฟโบราณ มีฝาไม้กลมแบนปิดอยู่ด้านบน ขอบฝาไม้ถูกตัดให้โค้งเว้าเข้ามาเล็กน้อย เว้นที่ไว้สำหรับนำปลายช้อนโลหะที่ดัดโค้งไว้เกาะเกี่ยวขอบแก้วกันลื่นหล่น
ไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก เดี๋ยวนี้ร้านก๋วยเตี๋ยวส่วนใหญ่ใช้ พวงเครื่องปรุง ทำจากพลาสติกหมดแล้ว ร้านนี้แปลกไม่เหมือนใครตกแต่งร้านแบบโบราณ หันไปทางไหนก็เห็นแต่ของเก่า บางชิ้นจำได้ว่าเคยเห็นสมัยเด็ก แต่บางชิ้นก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย แม้แต่เก้าอี้ในร้านบางตัวเป็นเก้าอี้ไม้มีพนักพิงสูงแบบที่มีบนรถไฟโดยสารชั้นสาม
เห็นพวงเครื่องปรุงเลียนแบบของโบราณวางอยู่บนโต๊ะแบบนี้ ทำให้นึกถึงพวงเครื่องปรุงสมัยก่อนของยายมาลัย แกสร้างเพิงพักหลังคามุงจากไว้หน้าบ้านติดถนนเล็กที่บ้านต่างจังหวัดริมชานเมืองของแก ยายมาลัยกับตาสินสามีของแกช่วยกันเตรียมเครื่องก๋วยเตี๋ยวราดหน้าแต่เช้าทุกวัน เพื่อขายให้เด็กที่ไม่มีข้าวกล่องมากินที่โรงเรียนในช่วงเที่ยงวัน
ก่อนเที่ยงวันหม้ออลูมิเนียมใบย่อมที่พันหูหม้อไว้ด้วยผ้าขนหนูเก่าๆ ถูกยกออกมาวางไว้บนโต๊ะไม้ตัวเล็กที่ตั้งอยู่บนแคร่ไม้อีกทีหนึ่ง ยายมาลัยหันกลับไปมองถาดอลูมิเนียมสี่เหลี่ยมใบใหญ่ที่ตาสินเดินถือตามแกมา บนนั้นมีเส้นหมี่นุ่มเหนียวสีน้ำตาลอ่อน กับเส้นใหญ่ที่วางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบคลุมไว้ด้วยใบตองสีเขียวสดกันแมลงมารบกวน
เด็กๆรอเสียงระฆังพักเที่ยงบอกถึงช่วงเวลาแสนอร่อย ไม่เคยมีก๋วยเตี๋ยวร้านไหนมีรสชาติกลมกล่อมแสนอร่อยได้เท่าก๋วยเตี๋ยวราดหน้าของยายมาลัย
แก๊ง แก๊ง สิ้นเสียงระฆัง เด็กตัวเล็กตัวน้อยจูงมือกันกึ่งวิ่งกึ่งกระโดด ในมือกำเหรียญสลึงบ้าง เหรียญห้าสิบสตางค์บ้าง บางคนแบมือตรวจตราดูเป็นระยะว่าเหรียญสตางค์สีทองในมือน้อยๆยังอยู่ดีหรือไม่ แววตานับสิบคู่ส่องประกายแวววาว วิ่งข้ามสะพานไม้ขนาดใหญ่อยากถึงเพิงพักร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้าของยายมาลัยไวๆ
ก่อนบ่ายคล้อย เวลาที่ระฆังจะดังเพื่อเตือนเวลาเข้าชั้นเรียนอีกครั้ง เด็กหลายคนได้ลิ้มรสน้ำแข็งไสแสนอร่อย สีแดงบ้าง สีเขียวบ้าง น้ำหวานสีสวยราดอยู่บนเกล็ดน้ำแข็งไสถ้วยโต ข้างใต้ซุกไว้ด้วยขนมปังนุ่มชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กขนาดพอคำ ด้านบนราดด้วยนมข้นขวานสีขาวนวล ไม่มีเวลาไหนของวันสุขไปกว่าเวลานี้อีกแล้ว เด็กผู้หญิงตัวน้อยใช้มือเล็กๆปาดน้ำหวานสีแดงที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากของเธอเข้าปาก ราวกับจะเก็บความสุขอันเย็นฉ่ำและหวานจับใจไม่ให้หลงเหลือ
ทั้งหมดนี้ซื้อได้ด้วยเหรียญสลึงเพียงสองเหรียญเท่านั้น ก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่ราดหน้าหนึ่งจานสังกะสีขนาดเล็ก ราคาหนึ่งสลึง น้ำแข็งใสใส่ขนมปังราดด้วยน้ำหวานสีแดงและนมข้นหวานหนึ่งถ้วย อีกหนึ่งสลึง หากใครไม่อิ่มก็สามารถเติมได้อีกหนึ่งสลึงในจานเดิม ฟรีสำหรับน้ำเปล่าที่อยู่ในโถดินเผามีฝาปิดที่ตั้งอยู่หน้าร้าน มีกระบวยที่ทำจากกะลามะพร้าวขัดเงาขนาดเล็กมีด้ามจับยาวทำจากไม้ ผูกเชือกยาวร้อยไว้กับหูของฝาไม้บนโอ่งดิน เด็กๆสามารถตักดื่มได้ตามอัธยาศัย
ไม่ใช่เฉพาะเด็กเท่านั้นที่เป็นลูกค้าเพิงพักหลังคามุงจากของยายมาลัย แม้แต่ผู้ใหญ่หรือคนแก่ในระแวกนั้นก็ไม่มีใครไม่เคยแวะเวียนไปใช้บริการก๋วยเตี๋ยวจานละสลึงของยายมาลัย เพียงแต่บางครั้งหากจานละสลึงมันน้อยไป ก็สามารถสั่งพิเศษจานละห้าสิบสตางค์ได้ จานสังกะสีขนาดเดียวกัน แต่จะได้บริมาณของเส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว และเครื่องก๋วยเตี๋ยวราดหน้ามากขึ้นกว่าเดิม ผมเคยสงสัยเหมือนกันว่าก๋วยเตี๋ยวราดหน้าจานละสลึงสองจาน กับจานละห้าสิบสตางค์หนึ่งจานมีบริมาณเท่ากันหรือไม่ เคยเอ่ยปากถามยายมาลัยไปเหมือนกัน ยายมาลัยหัวเราะปากกว้างบอกว่า เท่ากันแหละ สลึงหนึ่งสองจานกับห้าสิบสตางค์หนึ่งจานน่ะ (ยายมาลัยต้องเชี่ยวชาญมากจึงตักได้พอดีกัน ผมคิดในตอนนั้น)
ช่วงเวลานั้นผมเคยนึกอยู่เหมือนกันว่า ทำไมยายมาลัยขายก๋วยเตี๋ยวถูกแบบนี้ ผมเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวน้ำที่โรงอาหารในโรงเรียนขายชามละหนึ่งบาท หรือหนึ่งบาทห้าสิบสตางค์ผมจำไม่ค่อยได้ เพราะผมไม่เคยซื้อก๋วยเตี๋ยวน้ำที่ร้านในโรงอาหารของโรงเรียนกินเลย ผมไม่เคยมีสตางค์ไปโรงเรียนเกินหนึ่งบาท ถ้าผมใช้สตางค์หนึ่งบาทหมดไปกับก๋วยเตี๋ยว ผมจะไม่มีไว้ซื้อน้ำแข็งไสหรือไอศกรีม
ผมไม่ชอบพกเหรียญบาท ครั้งหนึ่งผมเคยทำเหรียญบาทตกหายไป วันนั้นผมไม่ได้กินอาหารมื้อกลางวัน ต้องแอบไปวิ่งเล่นอยู่แถวลานหน้าวัดเพื่อไม่ให้คิดถึงความหิว ผมเลยชอบพกเหรียบสลึงสี่เหรียญ หรือเหรียญห้าสิบสตางค์สองเหรียญไปโรงเรียน เพราะอย่างน้อยถ้าหายไปสักหนึ่งเหรียญ ก็ยังมีเหรียญอื่นๆให้ผมประทังความหิวได้
ผมเคยคิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งในอนาคต ก๋วยเตี๋ยวคงขึ้นราคาเป็นห้าบาท หรือสิบบาท ถึงตอนนั้นเงินหนึ่งสลึง หรือหนึ่งบาทของผมคงไม่สามารถซื้อก๋วยเตี๋ยวได้อีก ผมต้องเก็บเงินไว้ให้มากๆ ทุกวันผมจะพยายามมีเงินเหลือหนึ่งหรือสองสลึงไปใส่กระปุกออมสินของผม เพื่อวันหนึ่งข้างหน้าเวลาที่ก๋วยเตี๋ยวขึ้นราคาแล้ว ผมจะได้ยังมีเงินซื้อก๋วยเตี๋ยวอยู่ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมใช้สมองน้อยๆขนาดเล็กกว่าลูกฟุตบอลคิดถึงอนาคตของตัวเอง
จากวันนั้น เวลาผ่านมาร่วมสามสิบปีแล้ว เหรียญสลึงเหรียญหนึ่งที่เหลือจากมื้อกลางวันในเพิงพักหลังคามุงจากของยายมาลัยได้ถูกเก็บไว้ในหีบไม้ใบเก่าที่แม่มอบให้เมื่อหลายปีก่อน ผมค่อยๆหยิบมันขึ้นมาจากก้นหีบ มันมอซอไม่สะท้อนแสงเหมือนเคย สำหรับผมตอนเด็กเหรียญสลึงเหมือนทองคำ มันส่องแสงสุกสว่าง และมีค่ามากมาย แต่ตอนนี้มันไร้ซึ่งแสงสะท้อนใดๆ นอนสงบนิ่งอยู่ก้นหีบไม้อย่างไร้ค่า
ผมเคยคิดว่าสักวันหนึ่ง เหรียญสลึงเหล่านี้จะมีค่ามาก เมื่อก๋วยเตี๋ยวขึ้นราคาเป็นจานละห้าบาท หรือสิบบาท ผมจะมีเหรียญสลึงมากมายพอจะกินก๋วยเตี๋ยวไม่อดตายไปทั้งชาติ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว บางครั้งผมต้องจ่ายเงินถึงห้าสิบบาท หรืออาจต้องใช้เหรียญสลึงถึงสองร้อยเหรียญ เพียงเพื่อจะกินก๋วยเตี๋ยวเพียงหนึ่งชามเท่านั้น. ถึงวันนี้ผมคิดถึงยายมาลัยกับเพิงพักหลังคามุงจากและก๋วยเตี๋ยวจานละสลึงของแกจังเลย..

สิขเรศ (HyPeR MonKeY)
24 กันยายน 2549
***** หมายเหตุ: ด้วยเหตุผลทางด้านลิขสิทธิ์ ห้ามทำการคัดลอกเรื่องราวในบล็อคแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปทำการเผยแพร่ในสื่ออินเทอร์เน็ต อีเมล์ อีบุ๊ค หรือสื่อสิ่งพิมพ์ใดๆ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของลิขสิทธิ์
ชื่อเพลง/Title : ช่องว่าง
อัลบัม/Album : Tomorrow
ศิลปิน/Artist : All RIP Artis
ค่ายเพลง : Rip Studio
มุมที่ลืมมอง
โดย: สิขเรศ เอี่ยมประชา
สำนักพิมพ์: แพรวสำนักพิมพ์
ประเภท: สาระบันเทิง/ปกิณกคดี