(นางเงือก) ของยาย

posted on 18 Apr 2006 21:36 by hypermonkey  in Sixth-Sense

(นางเงือก) ของยาย

"นางเงือกจริงหรือไม่" หลายคนคงรู้สึกขำที่ได้ยินคำถามหลอกเด็กแบบนี้ แต่ก็คงไม่ปฎิเสธว่าครั้งหนึ่งสมัยที่คุณเป็นเด็ก คุณก็เคยตั้งคำถามแบบนี้เหมือนกัน

คำถามนี้อาจไม่มีความน่าสนใจเลยหากตำนานเกี่ยวกับ นางเงือก มีให้ได้ยินกันเพียงในเมืองไทยเท่านั้น เช่นในนวนิยายเรื่อง พระอภัยมณี แต่โดยความจริงแล้วมีตำนานเกี่ยวกับนางเงือกอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนวนิยายของประเทศไหนก็มักจะมีนางเงือกเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย เรื่องเล่าบางเรื่องถูกเล่าต่อกันมานับร้อยปี คนสมัยก่อนไม่ได้มีเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวล้ำนำสมัยเหมือนเดี๋ยวนี้ แหล่งกำเนิดตำนานเกี่ยวกับนางเงือกบางแห่งอาจมาจากหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็กริมทะเลที่ไม่ได้มีการสื่อสารอะไรกับโลกภายนอกเลย แต่ก็กลับมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับนางเงือกเหมือนกัน และที่สำคัญคือเรื่องเล่าเกี่ยวกับนางเงือกจากทุกหนแห่งในโลกมีลักษณะเหมือนกันคือ นางเงือก มีลำตัวท่อนบนเป็นคนหรือคล้ายคน ส่วนท่อนล่างมีหางเป็นปลา

คนพื้นเมืองในหมู่บ้านห่างไกลจากโลกภายนอกรู้ได้อย่างไรว่านางเงือกควรมีท่อนบนเป็นคน ท่อนล่างเป็นปลา เค้าจะมีจินตนาการกว้างไกลขนาดนั้นเชียวหรือ และที่สำคัญมันเป็นไปได้อย่างไรที่เรื่องเล่าขานจากทั่วโลกบอกลักษณะนางเงือกได้ตรงกัน หรือใกล้เคียงกันมากขนาดนี้

ผมว่าอย่างน้อยที่สุดตอนนี้คุณก็คงเริ่มสงสัยแบบที่ผมสงสัยแล้วใช่ไหมครับ ผมเคยอ่านเรื่องราวหรือตำนานเกี่ยวกับนางเงือกจากหลายแห่งทั่วโลก พบว่าในตำนานที่ต่างๆ นางเงือกไม่ได้สวยงดงามน่าหลงไหลไปเสียหมด ยังมีบางตำนานที่พูดถึงนางเงือกที่ดุร้าย ทำร้ายผู้คนที่เดินทางไปกับเรือโดยสารด้วยการแผดเสียงหวีดร้องที่มีความถี่สูงจนคนเหล่านั้นทนไม่ได้ถึงขนาดแก้วหูแตกตายไปเลยก็มี อย่างเช่น Siren (ไซเรน) ซึ่งเป็นนางเงือกที่อยู่ในนิยายกรีกที่เกาะอยู่ตามโขดหินกลางทะเล เมื่อเรือผ่านมาก็ร้องเพลงความถี่สูงให้เรืออับปาง ผมจำไม่ได้ว่าไซเรนมีหางเป็นปลาด้วยหรือไม่ แต่จำได้ว่าเปลือยท่อนบน และมีผมยาวเหมือนกัน แต่หน้าตาท่าทางจะดูดุร้ายไม่เป็นมิตร

คุณเคยสงสัยไหมว่าแม้แต่ประเทศกรีก, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศที่ห่างไกลกันจากทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งประเทศไทยล้วนมีตำนานนางเงือก แม้แต่หมู่บ้านเล็กที่ห่างไกลผู้คนก็มีตำนานนางเงือกที่เล่าขานกันมา แล้วคุณล่ะเคยลองถามคนเถ้าคนแก่ หรือปู่ย่าตายายที่ยังมีชีวิตอยู่ของคุณหรือไม่ว่า มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับนางเงือกไหม หรือ นางเงือกมีจริงไหม เป็นคำถามที่น่าสนใจใช่ไหมล่ะครับ น่าจะลองดูนะครับ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 70 หรือ 80 ปีผมว่าคุณอาจจะได้คำตอบที่อาจทำให้คุณอึ้ง อ้าปากค้างไปเลยก็ได้

คุณคงสงสัยว่าแล้วผมล่ะ ผมไปถามคนเฒ่าคนแก่ที่บ้านผมดูหรือยัง คำตอบคือ ถามแล้วครับ ผมเคยถามคุณยายของผมซึ่งท่านอาศัยอยู่ที่ต่างจังหวัด ตอนนี้ท่านมีอายุ 80 กว่าปีแล้วครับ แต่ตอนผมถามคำถามนี้กับท่าน ตอนนั้นท่านอายุประมาณเจ็ดสิบกว่าปีครับ แต่เจ็บสิบเท่าไรนี่ผมก็จำไม่ได้แล้วละครับ สาเหตุที่ผมไปถามท่านก็เนื่องมาจากตอนนั้นผมไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับตำนานนางเงือกของประเทศอื่นเข้าก็เลยนึกสงสัยขึ้นมา ว่าในบ้านเราจะมีตำนานหรือเรื่องเล่าอะไรเกี่ยวกับนางเงือกให้ได้ยินบ้างหรือไม่

ผมถามคุณยายว่า รู้จักนางเงือกไหม นางเงือกมีจริงหรือเปล่า และ เคยมีใครเล่าเรื่องนางเงือกให้ยายฟังบ้างไหม และคำตอบที่ได้ยินก็ทำเอาผมอึ้งไปเหมือนกัน เนื่องจากสมัยก่อนคุณยายเป็นชาวไร่ชาวนา อยู่บ้านป่าบ้านดง ไม่เคยดูภาพยนตร์ หรือการ์ตูนนางเงือกด้วยซ้ำไป คุณยายอ่านหนังสือไม่ออก ฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าคุณยายจะเคยเห็นนางเงือกจากในหนังสือหรือไม่ แต่คุณยายกลับตอบผมว่า

นางเงือกเหรอ มีคนเคยเห็นอยู่หลายครั้งเหมือนกัน ตรงชายดินท่า เหมือนผู้หญิงแก้ผ้าไม่ใส่เสื้อ ตัวเล็กผิวขาว ผิวพรรณคล้ายกับคนเรานี่แหละ แต่หัวเล็กกว่าคนทั่วไปมาก หัวเล็กนิดเดียวผมสีดำยาวเลย แล้วไม่มีขานะ ท่อนล่างจะเป็นเหมือนหางปลา ชอบมานั่งหวีผมตอนค่ำๆ เวลาไม่มีคนผ่านไปผ่านมามันก็จะขึ้นมานั่งหวีผม ผึ่งให้ตัวแห้งอยู่ตรงริมตลิ่ง พวกนี้กลัวคนมาก ถ้าเห็นคนเดินผ่านมามันจะกระโดดหนีลงน้ำตูมเลย (ชายดินท่า = คำเรียกของคนเฒ่าคนแก่สมัยก่อน หมายถึงริมตลิ่ง หรือริมน้ำ)

บ้านยายเป็นที่ดินเหมือนแหลมโค้งมนรูปตัว U มีน้ำล้อมรอบ มีคลองขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้า น้ำไหลแรงและลึกมาบรรจบกับที่ดินตรงนี้แล้วก็โค้งแยกออกเป็นสองสาย ทางซ้ายเป็นคลองใหญ่เลี้ยวไปมาจนไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนทางด้านขวาเป็นเพียงคลองเล็กๆ ที่แยกออกมาน้ำไม่ลึกและไหลไม่แรงมากนัก สมัยนี้มีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำที่เรียกว่า ประตูน้ำ หลายแห่งจนคลองตื้นเขินขึ้นเรื่อยๆ ณ ปัจจุบันก็ยังมีเค้าโครงของคลองดังกล่าวให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็ตื้นเขินและเล็กลงมากไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว

ยายเล่าให้ฟังต่อว่าในสมัยนั้นมียายคนหนึ่ง (ยายเอ่ยชื่อของยายคนนั้นให้ผมฟังด้วยแต่ผมจำไม่ได้แล้ว) แกเดินหาบของกลับบ้านผ่านมาถึงตรงชายดินท่าในตอนค่ำ (ยายชี้นิ้วไปทางที่สมัยก่อนเป็นโค้งน้ำเลี้ยวไปทางด้านซ้ายของที่ดินรูปตัว U) ยายคนนั้นแกเห็นเงาของคนมานั่งทำอะไรอยู่มืดๆ ตรงริมตลิ่ง สมัยนั้นไม่มีไฟฟ้าใช้แต่ก็มีแสงจากดวงจันทร์ที่ทำให้มองเห็นหนทางเดินและสิ่งต่างๆ ได้ แกเดินเข้าไปใกล้กะจะทักทายเพราะผู้คนสมัยก่อนอยู่กันไม่กี่หลังคาเรือนส่วนใหญ่จะรู้จักกันหมด

พอเข้าไปใกล้ก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงที่ดูบอบบางตัวผอมเล็กมากๆ แต่ก็ดูไม่เหมือนเด็ก เพราะทรวดทรงเป็นแบบผู้ใหญ่เพียงแต่ตัวเล็กเท่านั้นเอง ผิวพรรณค่อนข้างขาว ผมยาวลงมาจนเลยสะโพก นั่งหันหลังสางผมอยู่ แกก็ตะโกนทักไปว่า ใครมานั่งอาบน้ำอยู่ตรงนั้นล่ะ ปรากฎว่าผู้หญิงคนนั้นตกใจมากกับเสียงทักของแก ถึงขนาดผวาหงายหลังหล่นตุ๊บลงไปข้างเนินดินที่นั่งอยู่ แล้วก็ทำท่าตะเกียกตะกายดิ้นไปมา แต่ไม่มีเสียงอุทานใดๆ ให้แกได้ยิน แกก็พาลตกใจไปด้วย แกยืนถือกระบุงใส่ของนิ่ง ถลึงตามองเพื่อดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องตกอกตกใจแกขนาดนั้น

ภาพที่แกเห็นคือผู้หญิงเปลือยเปล่าครึ่งท่อน ไม่ได้ใส่เสื้อหรือกระโจมอก (ผ้าแถบใช้พันร่างกายแทนเสื้อ) นอนเลอะโคลนเปียกๆ ริมน้ำ ดวงตากลมสีดำแทบไม่เห็นตาขาว จมูกที่เล็กแบนจนดูเหมือนไม่มีจมูก กับปากขนาดเล็กเรียวเหมือนไม่มีริมฝีปาก มีผมสีดำเปียกๆ เป็นฝอยกระจัดกระจายปิดบางส่วนของใบหน้าทรงกลมที่มีขนาดเล็กกว่าคนทั่วไป ที่สำคัญที่สุดเมื่อแกมองไปที่ผ้านุ่ง (ผ้าถุง) ของผู้หญิงคนนั้น กลับต้องตกใจแทบเป็นลมเมื่อมันไม่ใช่ผ้านุ่ง ผู้หญิงนั่นมีขาที่ติดกันเป็นก้อนเดียวยาวจากสะโพกลงไปเป็นมันเลื่อมเหมือนเกล็ดปลา ไม่มีเท้าให้เห็นแต่กลับมีแผ่นพังผืดขนาดใหญ่เป็นริ้วๆ เหมือนปีกผีเสื้อที่เปียกน้ำสะบัดไปมา บนพื้นโคลนเปียกๆ

เท่านั้นแหละ ยายแกหงายหลังผึ่ง ถีบกระบุงสองใบกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง ร้องโวยวายสุดเสียงจนฟังไม่ได้ศัพท์ ผ้าถุงหลุดลุ่ยวิ่งกระเสือกกระสนไม่คิดชีวิตเลย แกบอกว่าได้ยินเสียงน้ำกระจายตูมใหญ่แต่แกไม่ได้หันไปมองแล้ว แกวิ่งอย่างเดียวเอาชีวิตรอดไว้ก่อน แกมาเล่าให้คนอื่นฟังทีหลังว่าแกกลัวมาก แกรู้ว่าสิ่งที่แกเห็นไม่ใช่คนแน่ๆ ไม่รู้ว่าเป็นผีหรืออะไรทำไมมีขาเป็นหางปลาไม่รู้ แล้วแกกลัวมากว่าเจ้าตัวนั่นจะกระโดดกัดคอดูดเลือดแกเข้าให้ แกเลยวิ่งไม่คิดชีวิต จนกลับมาที่บ้านก็ละล่ำละลักเล่าให้สามีแกฟัง แล้วแกก็ไม่ยอมอาบน้ำอาบท่า ไม่เข้าส้วมไม่อะไรเลย เข้านอนมันอย่างนั้นเลย

แต่แกก็นอนไม่ได้เลยทั้งคืนเพราะกลัวเจ้าตัวนั่นจะตามมาที่บ้าน จนเช้ามืดมีเสียงไก่ขัน แกก็รอจนพระอาทิตย์ขึ้น คว้าได้ไม้คานอันหนึ่งถือติดมือไปเป็นอาวุธ ให้สามีถือพร้าไปด้วย แกพาสามีไปดูตรงจุดที่เจอผู้หญิงครึ่งปลานั่น ด้วยสาเหตุเดียวคือเป็นห่วงกระบุงสองใบที่ทิ้งไว้เมื่อคืน แกจะไปเอากระบุงคืนเท่านั้นเอง แล้วพอไปถึงที่เกิดเหตุหลังจากได้กระบุงคืน แกก็ชี้ให้สามีดูจุดที่เห็นผีหางปลานั่น แล้วสองตายายก็เที่ยวเดินสำรวจดูร่องรอยตามพื้นบริเวณนั้น แล้วจู่ๆ แกก็หันไปเห็นหวีอันหนึ่งตกอยู่ มันเลอะดินโคลนที่แห้งแล้ว แกหยิบมาเอาน้ำล้างดู แล้วแกก็ต้องตกใจเมื่อหวีนั่นมันส่องประกายสีเหลืองวาวๆ ออกมา มันเป็นหวีทองคำ แกเล่าให้คนอื่นฟังว่าหวีนั่นมันเป็นทอง ซี่หวีห่างไม่เท่ากันมันดูเป็นงานหยาบๆ

สองตายายไม่รอช้าตามประสาคนไม่มี เอาหวีนั่นไปเปลี่ยนเป็นเงินมาเสร็จสรรพ เห็นว่าได้เงินมากโขอยู่ แต่ก็เอาไปใส่โอ่งฝังดินไว้เรียบร้อยไม่ยอมให้ใครรู้เลยว่าซ่อนไว้ตรงไหน แต่ก็มาเล่าให้คนอื่นฟังสิ่งที่แกเห็น เล่าไปสามวันเจ็ดวันไม่จบ เจอใครเป็นต้องเล่าหมด ชาวบ้านก็เชื่อแกบ้าง ไม่เชื่อแกบ้าง แต่ที่พอสังเกตุเห็นได้ชัดเจนหน่อยก็คือจากนั้นเป็นต้นมา สองคนตายายแลดูมีฐานะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีผ้านุ่งผ้าถุงใหม่ มีชุดสวยๆ ใส่ ความเป็นอยู่ก็ดูเหมือนไม่ขัดสนเหมือนแต่ก่อน มีแหอวน และอุปกรณ์ทำมาหากินชุดใหม่

ชาวบ้านหลายคนตั้งข้อสังเกตุว่ายายแกไม่ยอมเดินผ่านโค้งน้ำตรงนั้นยามค่ำอีกเลย แกยอมเดินอ้อมไกลหน่อย อีกอย่างหนึ่งหากใครคิดจะคุยอะไรกับแกละก็ต้องให้สุ้มให้เสียงกันก่อนนะ เพราะพักหลังแกจะขี้ตกใจเป็นพิเศษ อะไรนิดอะไรหน่อยเป็นตกใจไปหมด จนชาวบ้านแซวว่าแกบ้าจี้

เล่าจบยายผมก็ยิ้มจนเห็นน้ำหมากสีแดงๆ ที่ฟัน ผมถามยายว่าแล้วตอนนี้ยายคนนั้นแกยังอยู่ไหม ยายก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกันเพราะหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีลูกหลานมารับตายายคู่นั้นไปอยู่ด้วย ย้ายกันไปที่อื่น แต่ไม่รู้ว่าไปที่ไหน ผมก็เลยถามว่าแล้วยายเชื่อไหมสิ่งที่เขาเล่าให้ยายฟังน่ะ ยายก็บอกว่าเชื่อสิ มันน่าจะมีจริงนะเพราะเคยมีคนอื่นเห็นแบบนี้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าไม่มีใครเคยเก็บได้หวีทองคำเหมือนตายายคู่นั้นเท่านั้นเอง

สิขเรศ (HyPeR MonKeY)
18 เมษายน 2549
21.15 น.

หมายเหตุ:  ต้นฉบับนี้เป็นงานเขียนทดลอง ที่คุ้มครองโดยพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ห้ามทำการคัดลอกไปเผยแพร่ในสื่อใดๆเช่น  เว็บไซท์  เว็บล็อค  อีเมล์  หรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ เพื่อป้องกันบุคคลอื่นนำไปแก้ไขดัดแปลงให้ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับทดลอง  อนุญาตเพียงให้ทำลิงค์กลับมาที่ต้นฉบับนี้โดยตรงเท่านั้น ติดต่อผู้เขียนได้ที่ e-mail: hypermonkey2002@hotmail.com

ขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซท์ http://www.architecturalantiques.com/wooden_mantels.htm


มุมที่ลืมมอง
โดย: สิขเรศ เอี่ยมประชา
สำนักพิมพ์: แพรวสำนักพิมพ์
ประเภท:
สาระบันเทิง/ปกิณกคดี

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

#1 By v (58.8.60.4) on 2006-04-18 22:30

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ ครับ

#2 By Kenny P (58.8.22.23) on 2006-04-18 23:15

รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้อ่านบทความที่เพิ่งเสร็จมาหมาด ๆ
เหมือนได้รับประทานอาหารที่สุกใหม่มีรสชาดอร่อยอย่างบอกไม่ถูก.......แล้วคุณละอ่านแล้วรู้สึกเหมือนผมมัย

#3 By ภีศเดช (203.113.56.71) on 2006-04-19 00:25

เรื่องนี้น่ารักดีอ่าคับ ไม่น่ากัว อยากเจอจัง อยากได้หวี อิอิ เด๊วย้ายบ้านไปอยู่แถวบ้านยายดีกว่า เอิ๊กๆ

#4 By ข้าวฟ่าง (124.120.206.58) on 2006-04-19 00:25

ผมดีใจรู้ไหมครับ ที่เรื่องนี้มี Feedback จากหลายๆ ท่านมากมาย โดยเฉพาะคำแนะนำต่างๆ ที่เพื่อนๆ ช่วยกันส่งมาให้ผมทาง MSN เพื่อเป็นการปรับปรุงแนวทางงานเขียนของผมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเรื่องอื่นๆ ที่จะตามมาอีกเป็นขบวนใหญ่ หากเรื่องนี้เป็นที่พอใจ เรื่องที่ผมจะเขียนต่อๆ ไป ผมจะได้วางแนวทางเรื่องนี้เป็นหลักไว้หนึ่งเรื่อง เหมือนเป็นการกำหนดขอบเขตอารมณ์ของเรื่องที่เขียนนะครับ

ดีใจมาก และไม่ว่าคุณจะให้ความคิดเห็นไว้ที่นี่ หรือผ่านทาง MSN ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ทั้งสิ้นครับ ความคิดเป็นที่ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคำชมเสมอไป ไม่ต้องกลัวผมเสียใจนะครับ คำติ คำวิจารย์ก็ถือเป็นยาชั้นดี ที่จะทำให้ผมได้สร้างผลงานดีๆ ยิ่งๆ ขึ้นไปครับผม

#5 By HyPeR MonKeY on 2006-04-19 00:42

เขียนได้ดีครับ

#6 By Darth.vader (58.9.122.218) on 2006-04-19 00:50

ดีครับ ชอบครับ มีการเกริ่นนำที่มาจากแหล่งต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นหรือมีมา ก่อนเล่าเรื่องครับ ใช้เพลงประกอบได้โหยหวนดีครับ เพลงออกในวสากลดี เลือกภาพนางเงือกได้เหมาะสมดี เพราะนางเงือกไม่จำเป็นต้องสวยเหมือนตามวรรณคดี แบบนี้ดูน่ากลัวดีเหมือนกัน ตอนจบยังทำเก๋ ทิ้งท้ายถึงผู้เล่าซึ่งเป็นคุณยาย "ยายผมก็ยิ้มจนเห็นน้ำหมากสีแดงๆ ที่ฟัน " เป็นการให้เครดิตกับคุณยายอีกต่างหากครับ ขอชื่นชม และขอให่เอาเรื่องดีดีมาเขียนลงอีกนะครับ

#7 By THANA (203.209.106.165) on 2006-04-19 01:21

ถ้านางเงือกคนนั้น (หรืออาจจะเป็นตัวนั้น ...) มีจริงนะครับ ผมว่าผมก็สงสารเค้าอ่ะ ... ละจะเอาหวีที่ไหนมาสางผมต่อล่ะเนี่ย

#8 By Kamui Shirou (124.120.159.40) on 2006-04-19 10:42

ผมก็เคยฟังยายเล่าให้ฟังว่าเคยเจอประมาณนี้เหมือนกัน ว่ามานั่งหวีผม โดยส่วนตัวผมว่า "มีจริง" นะครับ

และเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมานี้ ก็ถ่ายทอดได้ดีครับ

ขอบคุณจริงๆ ครับ

#9 By ปู (58.9.44.110) on 2006-04-19 23:38

น่าจะมีจริงนะคะ ..คงเป็นภูติน่ะค่ะ คิดว่าไม่น่าใช่คน แล้วก็ไม่น่าใช่เทพ...แต่แปลกนะคะ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครเห็นเลย
ไปอยู่ไหนกันหมดไม่รู้ ...

#10 By atitaya (203.155.152.125) on 2006-04-20 10:29

นางเงือก..แปลว่า ไม่ได้มาจากจินตนาการแต่มีอยู่จริง แล้วตอนนี้ พวกเค้าไปอยู่ที่ไหนกันนะ..

#11 By ~ho_oh~ on 2006-04-23 20:35

พูดถึงนางเหงือกเราว่าน่าจะมีจริงนะ เพราะพอจำได้ว่าคุณทวดเคยเล่าให้ฟังและจำรายละเอียดไม่ค่อยได้และเพราะตอนนั้นเพิ่งจะอายุ ประมาณ 8-10 ขวบ เอง จำได้แค่ว่า นางเหงือกขึ้นมาหวีผมอยู่บนคอดหินช่วงค่ำๆ อยู่ที่หน้าวัด จำได้แค่นี้เองอ่ะ แต่ตอนนี้อยากรู้จักว่านางเหงือกยังมีหลงเหลืออีกหรือเปล่า เพราะว่าสภาพแวดล้อมปัจจุบันกับเมื่อก่อนโน่น แตกต่างกันเยอะมากๆ และถ้านางเหงือกยังอยู่จริงๆ เค้าจะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนเดิมหรือเปล่าเน้อ....

#12 By ดอกบัวตอง (124.121.18.239) on 2006-05-29 17:51

งั้นก็ต้องมีนายเงือกด้วยไม่งั้นสูญพันธ์แน่

#13 By นายฉิม on 2006-11-21 16:32

ยายผมก็เล่าให้ฟังเหมือนกันว่ามีจริงๆนะเรื่องหวีก็มีจริงๆ เงือกตัวนั้นจะตายไหม ถ้าไม่มีหวีน่าสงสารจัง

#14 By kovic13@hotmail.com (125.24.163.115 /192.168.30.197) on 2007-01-15 13:25

แจ่มเลยค่ะ

#15 By (203.114.126.74) on 2007-03-11 21:41

สนุกดีอยากให้มีอีกหลายๆเรื่องเลย

#16 By ---- (61.91.185.62) on 2007-03-28 11:04

หลังจากที่หนูอ่านเรื่องนางเงือกแล้ว ก้อคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากที่หนูได้มารับรู้เกี่ยวกับตำนานนางเงือกที่คอยศึกษามาตลอด จนกระทั่งได้มาอ่านเกี่ยวกับเรื่องเล่าของนางเงือกที่คิดว่าไม่น่าที่จะมีอยู่จริงแต่เรื่องที่ได้อ่านนี้ มันสามารถที่จะทำให้คนอีกหลายคนนั้นได้มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนางเงือกมากยิ่งขึ้น และหนูก็เป็นคนๆนึงที่เชื่อในเรื่องของนางเงือกมาโดยตลอดค่ะ

#17 By แคร์ (222.123.6.194) on 2007-03-28 17:45

น่ากลัวจัง

#18 By คนสวย (58.137.30.254) on 2007-04-03 13:48

ไอสัส ของปลอม

#19 By kuy (58.8.91.222) on 2007-04-03 16:58

ค่ะความเห็นทุกๆคนดีนะคะแต่ว่ายังมีเรื่องเล่าอีกเยอะค่ะถ้าอยากรู้เกี่ยวกับเงือกหรือเรื่องเงือกก็เข้ามาคุยได้ค่ะที่
t_juntimapam@hotmail.com

#20 By น่ารักดอทคอม (58.147.76.126) on 2007-04-04 14:31

อยากเห็นจังว่าหน้าตาของเงือกจะเป็นอย่างไร

#21 By ดาว (203.209.113.142) on 2007-04-08 19:30

#22 By (124.120.12.129) on 2007-04-10 18:33

ขอบคุณค่ะ แต่อยากดูนางเงือกของจริง
จังเลย

#23 By ดา (125.26.140.179) on 2007-04-19 10:44

บอกได้คำเดียวว่า "เจ๋ง"

#24 By (58.64.121.206) on 2007-04-26 12:03

#25 By แยม (222.123.72.154) on 2007-04-26 12:37

#26 By ใจเกเร (125.27.133.55) on 2007-04-30 15:12

#27 By พลอย (125.26.70.189) on 2007-05-02 13:06

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆครับ

#28 By ชัยทัต (203.113.86.131 /192.168.71.132, 192.168.86.231) on 2007-05-04 09:10

#29 By ฝงสว (125.27.19.193) on 2007-05-08 18:07

ผมอยากเป็นนายเงือก

#30 By น้องไอติม (58.8.124.218) on 2007-05-08 23:42

หนูชอบนางเงื่อกมากค่ะหนูกำลังค้นคว้าหาข้อมลูเกี่ยวกับนางเงื่อก หนูขอบคุณมากที่ทำให้หนูรู้จักนางเงือก

#31 By ด.ญ.เวธิกา (203.113.76.73) on 2007-05-14 20:30

หนูชอบนางเงื่อกมากค่ะหนูกำลังค้นคว้าหาข้อมลูเกี่ยวกับนางเงื่อก หนูขอบคุณมากที่ทำให้หนูรู้จักนางเงือก

#32 By ด.ญ.เวธิกา (203.113.76.73) on 2007-05-14 20:30

ดีใจที่ชอบเรื่องราวนี้ครับ และขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยียน Blog แห่งนี้นะครับ

#33 By HyPeR MonKeY on 2007-05-14 21:09

อยากเห็นนางเงือกจัง

#34 By ทิม (222.123.25.89) on 2007-05-15 10:37

#36 By อาร์ต (222.123.168.59) on 2007-05-25 20:32

อยากดูรูปนางเงือกจริง

#37 By (202.183.229.197 /192.168.42.209) on 2007-05-28 10:16

สนุกดีค่ะ ปริ๊วคิดว่านางเงือกแบบอ่อนหวานของฝรั่งเนี่ยน่าจะแต่งขึ้นมาเองนะคะ นางเงือกจริงๆคิดว่าเป้นแบบดุร้ายมากกว่า และอาศัยอยู่ใต้ทะเลลึก ไม่งั้นป่านนี้คงถูกเจอไปแล้วล่ะค่ะ ใครจะรู้ บางทีนางเงือกอาจจะมีฟันแหลมเหมือนปลาฉลามก็ได้ อ้อ เหงือกด้วยค่ะ(อาจจะไม่มีจมูกมั้ง)

#38 By ปริ๊ว (58.147.119.223) on 2007-05-28 19:06

เขียนได้ดีคะ

#39 By (222.123.28.87) on 2007-06-02 09:41

ขอให้เขียนอีกนะคะ

#40 By (222.123.28.87) on 2007-06-02 09:41

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน และเขียนความคิดเห็นไว้นะครับ ทุกความคิดเห็นสำคัญกับผมมากๆ เลย และเขียนอีกแน่ะนอนครับ ช่วงเดือน กย. หรือ ตค. ปีนี้ (2007) หนังสือ Pocketbook เล่มที่ 3 ของผมก็คงเปิดตัวละครับ คาดว่านะครับ

#41 By HyPeR MonKeY on 2007-06-04 04:07

#42 By ตรัยรัตน์ (58.10.171.198) on 2007-06-05 10:29

#43 By ตรัยรัตน์ (58.10.171.198) on 2007-06-05 10:29

#44 By (203.113.51.202) on 2007-06-08 20:02

ขอบคุณมากค่ะที่นำสาระดีดีมาให้อ่านพร้อมเพลงที่ไพเราะค่ะ

#45 By เร (203.113.51.202) on 2007-06-08 20:05

หนูดีใจนะค่ะว่านางเงือกมจริงเพราะหนูก้อเชื่อค่ะว่านางเงือกมีจริง

#46 By น้องมุก (125.24.25.246) on 2007-06-09 11:39

#47 By แพร ผดุงสุด (58.10.36.216) on 2007-06-15 11:13

ดีมากคะ

#48 By นาเนียร์ (125.27.171.0) on 2007-06-19 17:52

หนุกมากคะจริงรึเปล่าคะ
เขียนดีด้วย

#49 By แป้ง (124.121.59.14) on 2007-06-21 19:06

ขอบคุณค่ะ

#50 By น้องสาวพอลล่า (124.120.76.106) on 2007-06-23 11:46

ผมก็เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาครั้งนึงแล้วคือเมื่อก่อนนี้ประมาณยายผมสาวๆอยู่ตอนนี้84แระ ก็พูดกันไปอ่านะแถวๆนั้นเป็นคลองๆนึง มีนางเงือกขึ้นมาหวีผม รู้สึกว่าคนบ้าจะบังเอิญมาเห็นนางเงือกคนนั้นตกใจกระโจนลงน้ำไป โดยลืมหวีทิ้งไว้ คนบ้าคนนั้นก็ดันเก็บหวีของนางเงือกคนนั้นมาใช้พอหวีผมเท่านั้นแหละเกิดอาการหมดสติช็อคตายไปเลยหลังจากนั้นตัวเริ่มเขียวและแห้งลงเรื่อยๆเหมือนปลาที่ขึ้นมาจากน้ำอ่ะแล้วลงน้ำไม่ได้ ไม่รู้ว่าจาจริงหรือป่าวนะ

#51 By เอ (58.8.186.181) on 2007-06-25 18:54