หมอกมวลแห่งราตรี

posted on 30 Aug 2012 16:33 by hypermonkey in Sixth-Sense

 

หมอกมวลแห่งราตรี





“มันเย็นเยียบไปทุกอณูสรรพางค์กาย หนาวเหน็บลึกเข้าไปข้างในจนผ้าห่มอาภรณ์ทั้งหมดมิอาจช่วยให้อบอุ่นได้” ...ผมตอบคำถามที่มีคนถามว่า “เราจะรู้สึกได้อย่างไรเมื่อพวกเขามา”

“คุณจะรู้สึกด้วยสัญชาตญาณเหมือนมีคนมายืนอยู่ใกล้ๆ ใกล้ชนิดที่ว่าอาจจะกำลังหายใจรดต้นคอคุณอยู่ แต่คุณก็มิอาจมองเห็น ไม่ว่าจะกวาดสายตามองหาสักเพียงใดก็ตาม”

ณ ค่ำคืนวันหนึ่งในช่วงฤดูมรสุมที่แสงดาวบนท้องฟ้าจะแทรกผ่านมวลหมู่เมฆยามค่ำคืนเพื่อเปล่งแสงได้คงยากเย็นนัก อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆหลังฝนตกลงมาอย่างหนัก ผมค่อยปิดเปลือกตาลงอย่างอ่อนล้า ดึงผ้าห่มคลุมกายหวังหลับให้สบายหลังเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน

...........

...หลับไปนานแค่ไหนไม่รู้

รู้เพียงดึกสงัดจนทุกอย่างเงียบสงบ ได้ยินเพียงเสียงหยดน้ำฝน ติ๋ง... ติ๋ง... ห่างเป็นระยะจากที่ไหนซักแห่ง

แล้วอยู่ดีดีก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั่วร่าวกาย อากาศชื้นกว่าเดิมอย่างรวดเร็วจนต้องเอื้อมมือไปรวบผ้าห่มรอบๆมากองรวมไว้บนตัว

แว่บหนึ่ง... มีความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว ก่อตัวสูงขึ้น..สูงขึ้น..อยู่ตรงปลายเท้า

เมื่อพยายามเพ่งดูฝ่าความมืดยามค่ำคืน ก็ต้องตกใจ เพราะสิ่งที่เห็นเป็นภาพหญิงสาวผอมสูง หน้าเรียวรูปไข่ แต่งกายด้วยอาภรณ์แปลกตาเหมือนใช้ผ้านุ่มๆสีขาวตุ่นบางๆ พันหลวมไว้ตั้งแต่ต้นคอจรดปลายเท้า และจรดปลายแขนทั้งสองข้าง คล้ายชุดราตรียาวที่มีสีเดียว ดูเหมือนพลิ้วแต่แนบเกือบติดลำตัวจนเห็นทรวดทรงชัดเจน

หน้าตาผมเผ้าแทบจะเป็นสีขาวตุ่นแบบเดียวกับสีผ้า “เหมือนรูปปั้นสีขาว” “ใช่..เธอเหมือนรูปปั้นโรมันสมัยเก่ามากกว่าเหมือนคน” แต่..ที่นี่ประเทศไทย “เธอมาจากไหน มาทำไม ต้องการอะไร” คำถามมากมายผุดขึ้นในหัว

เธอมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่พูดอะไร ไม่บ่งบอกอารมณ์ใด ที่สำคัญเธอลอยสูงอยู่ตรงปลายเท้าผมพอดี เหนือขึ้นไปราวฟุตกว่าๆ กางแขนสองข้างออกสุดโดยไม่รู้เหตุผล เธอลอยนิ่งแต่ผมกลับรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวคล้ายเวลาเราเห็นหมอกควันเคลื่อนไหว

“ไม่ธรรมดาแล้ว” ผมคิด เพราะเธอลอยอยู่เหนือปลายเท้า 1 ฟุต ความรู้สึกตอนนั้น ทำไมไม่รู้ ผมรู้สึก..เหมือนเธอไม่ได้จะมาทำร้าย หรือต้องการอะไร เธอแค่มาดูว่าผมมีอะไรแค่ไหน (ในเรื่องสัมผัสที่ ๖) เธอมาทดสอบดูระดับความละเอียดของเซ้นส์ เท่านั้นเอง

“ใครเนี่ย ไป..ไป..อย่ามายุ่งกับผม” ผมยื่นมือออกไปทำท่าผลัก ไล่ให้เธอไป “อย่ามายุ่งกับผม ไปซะ ไป” ผมไล่อีก รู้สึกถึงอารมณ์ตอนนั้นของตัวเองชัดเจนว่าคือ โกรธ..ไม่พอใจที่เธอมากวนเวลานอนของผม อยากให้เธอไปซะ จะได้นอนต่อเพราะง่วงมาก แต่เธอกลับไม่มีทีท่าว่าจะไป และไม่ใยดีต่อการขับไล่ของผม

ผมจับที่คอก็รู้ว่าตัวเองไม่ใด้สวมใส่พระเครื่องที่พ่อให้ไว้ แต่วางไว้บนโต๊ะใกล้กัน แล้วก็นึกขึ้นได้ว่ามีหลวงพ่อองค์นึง(จำไม่ได้ว่าคือท่านใด) ท่านเคยเล่าให้ฟังว่ามีวิญญาณมากวน มาท้าทายขณะท่านจำวัตรอยู่ในกุฏิขณะบวชใหม่ๆ ท่านจะท่องบทสวดมนต์ใดก็ไม่ไป จนสุดท้ายท่านงัดไม้ตาย “พุทธโธ..” เท่านั้นเอง “เผ่นแน่บหายแว๊บไปหมดเลย”

นึกได้เช่นนั้นก็เลยงัดไม้ตายเดียวกับหลวงพ่อ (ที่จริงแล้วอีกสาเหตุคือผมสวดมนต์ได้ไม่กี่บท ไม่อยากเสียเวลาว่าบทไหนใช้ได้หรือไม่ ว่ากันด้วยไม้ตายเลยดีกว่า) ผมนึกถึงบุญคุณของ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ที่นับถือ แล้วเริ่ม “พุทธ..โธ พุทธ..โธ พุทธ..” ยังไม่ครบ ๓ ครั้งเลยเขาก็หายแว๊บไปต่อหน้าต่อตา ตอนนี้รู้แล้วว่าสิ่งที่หลวงพ่อเล่าให้ฟัง เป็นอย่างนั้นจริงๆ การท่อง “พุทธโธ” ด้วยจิตที่ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ สามารถปัดเป่าวิญญาณ หรือสิ่งที่มองไม่เห็นได้จริง

หลังหยิบสร้อยพระมาสวมที่คอแล้ว ผมก็หลับไปอีกอย่างไม่ยากเย็น จนถึงเช้าวันใหม่...

ตื่นขึ้นมาก็มานั่งทบทวนถึงสิ่งที่เกิดเมื่อคืนนี้ “ไม่ใช่สัมภเวสี” (ผมคิด) ลักษณะเหมือนเทพอะไรซักอย่างที่ผมเพิ่งเคยสัมผัสได้เป็นครั้งแรก แต่ก็นึกไม่ออก คิดในใจแต่ว่าสักวันหนึ่งคำตอบก็จะคลี่คลายเอง เมื่อถึงเวลา...


ผู้เขียน: สิขเรศ เอี่ยมประชา
โครงการ: เรื่องเล่าประสบการณ์สัมผัสที่ ๖
Facebook: http://facebook.com/sikares/
วันเวลาที่เขียน: วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๑๖.๐๑ น.