ไดอารี่หน้านี้ (เขียน)ถึงเพื่อน

“วันเสาร์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ตอนเอื้อมมือไปเปิดตู้ไปรษณีย์สีแดงหน้าบ้าน รู้สึกได้ถึงแสงแดดอุ่นที่สัมผัสมือ ในช่วงต้นหนาวแบบนี้รู้สึกได้เลยว่าแสงแดดมันอุ่นกว่าที่เคย..”

สองสามวันก่อนยังนึกถึง ส.ค.ส. ใบเก่าของเชอรี่อยู่เลย  มีบางปีที่เชอรี่ส่งภาพโปสการ์ดมาให้  แต่เรากลับรู้สึกชอบลายมือเขียนกับกระดาษสีตัดเป็นรูปดอกไม้ของเธอมากกว่า  เราว่ามันดูอบอุ่นดี  ก่อนคริสต์มาสและปีใหม่ของทุกปีจะรู้สึกดีก็ตอนได้เปิดตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านแล้วเจอ ส.ค.ส. ของเธอนี่แหละ  แต่ก็อดนึกขำไม่ได้  ที่เห็น ส.ค.ส. ปีใหม่อยู่ในตู้ไปรษณีย์ล่วงหน้าตั้งเดือนนึง  แต่จะว่าไป  ก็เป็นความคิดที่ดีนะ  เพราะการส่ง ส.ค.ส. ในช่วงเทศกาลจะทำให้ไปรษณีย์ทำงานหนัก  และส่วนใหญ่จะถึงผู้รับล่าช้ากว่ากำหนดไปมาก 

นึกถึงตอนนั้นที่เราเขียนเรื่องความรู้สึกที่มีต่อ ส.ค.ส. ของเชอรี่ลงหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คของเราในชื่อตอน “ส.ค.ส. จากเพื่อน ป.๖”  พอเธอได้อ่านมัน  เธอถามเราว่า “ทำไมไม่ใช้ชื่อจริงของเธอ”  เพราะเราเปลี่ยนชื่อเธอเป็น “อารี” เพื่อไม่ให้กระทบกับความเป็นส่วนตัวในชีวิตเธอ  แต่ดูเหมือนเธอจะตื่นเต้นกับมันมากและอยากที่จะเห็นมันเป็นชื่อจริงๆของเธอมากกว่า

วันนี้ก็เลยใช้ชื่อจริงของเธอแล้วนะ  ถึงแม้ว่ามันจะเป็นไดอารี่แผ่นเล็กๆหน้านึง  ไม่ได้มีโอกาสเป็นบทตอนใดในหนังสือ  แต่ก็คงมีผู้คนได้อ่านมันบนหน้าเว็บไซท์ในอินเทอร์เน็ตเยอะอยู่  กลายเป็นคนดังไปแล้วเพื่อนเรา

แล้วรู้ไหมชีวิตเราผจญภัยมากเลยนะวันนี้  วิ่งข้ามถนนไปเก็บดอกลีลาวดีที่ตกมาจากต้นที่ริมถนนฝั่งตรงข้าม  มีดอกเดียวหล่นอยู่ที่พื้น  กลัวรถทับซะก่อนเลยวิ่งไปหยิบมาหวังเอาวางเป็นภาพประกอบตอนถ่าย ส.ค.ส. ใบนี้  ฮาดี  นึกในใจตอนนั้น  (ใครอย่ามาทับนะ อันนี้ของฉัน ฮา..)

จะว่าไป ส.ค.ส. ใบนี้สวยดีนะ  ที่ซองมีตัวการ์ตูนด้วย  สีเหลืองนวลเข้ากับการ์ด  ส.ค.ส. เลย  คิดอยู่ว่าปีนี้จะส่งการ์ด ส.ค.ส. อะไรไปให้เธอดีนะ  ตอนนั่งเขียนไดอารี่หน้านี้ก็ปิ๊งไอเดียว่าจะพิมพ์ไดอารี่พับใส่ซองแนบไปกับ ส.ค.ส. ด้วยดีกว่า

เวลาผ่านไปเร็วนะ  แป๊บๆเราก็เขียนหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คไปแล้ว ๔ เล่ม  เล่มที่ ๕ อยู่ในกองบรรณาธิการไม่รู้จะได้ออกมาชมโลกหรือเปล่า  ชีวิตมันไม่ง่ายเลยนะเชอรี่  เราไม่รู้ว่าเราจะอยู่ดูโลกไปถึงวันไหน  จึงมีข้อคิดเตือนสติตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า  “ที่อยากบอกเล่าเรื่องราวมากมาย เพราะบางที..พรุ่งนี้อาจจะสายเกินไป”  คิดได้อย่างนี้แล้วก็สบายใจ  เพราะเราจะไม่มีทางเสียดายเวลาที่ผ่านมาเลยถ้ามั่นใจว่าทำทุกวันให้ดีที่สุดอยู่แล้ว

“คำว่าดีของแต่ละคน ไม่เท่ากัน”  ดีที่สุดของเรา  บางคนเขาก็ไม่ได้มองเห็นว่ามันดีสำหรับเขา  มันอาจไม่ได้สำคัญอะไรสำหรับเขาเลยก็ได้  ทุกวันนี้โลกเกือบทั้งใบถูกเคลือบไปด้วยธุรกิจ  การแก่งแย่งแข่งขัน  และผลประโยชน์ 

การทำตนให้เป็นคนดีและมองโลกในแง่ดีอยู่ได้  แค่นั้นก็เป็นโจทย์ที่ยากเย็นบนโลกฟอนเฟะใบนี้แล้วละ

วันนี้  เราแยกคำว่า “การทำสิ่งที่ตนเองรัก” กับคำว่า “ปากท้อง” ออกจากกันอย่างชัดเจน  และการเขียนหนังสือคงอยู่ในเรื่องของ “การทำสิ่งที่ตนเองรัก” ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องสำคัญหากทุกเรื่องราวที่เราเขียนต่อไปอาจไม่ได้ออกมาในรูปของหนังสือแล้วก็ได้  แต่มันก็ยังคงอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ต  ให้ผู้คนได้อ่าน  ได้ติดตาม  และได้รับรู้ความเป็นไป  ว่ามีหัวใจดวงหนึ่งยังอบอุ่น  และยังคงอยู่ดี

 

เขียนโดย.. สิขเรศ เอี่ยมประชา (HyPeR MonKeY)
            เขียน ณ วันเสาร์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ เวลา ๑๒.๑๘ นาฬิกา